ลานเสวนาประสาชาวยุทธ

 

ประกาศิตจอมมาร ๔ แตกสานซ่านเซ็น  

 

08 มิถุนายน 2549 21:15:44 น.

.. โดย..

หลิวหย่งซื่อ  (นักรบ)



ก่อนอื่นต้องแจ้งให้ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่านทราบก่อนว่า หลังจากแปะตอนนี้แล้วข้าพเจ้าคงจะหายศีรษะไปอีกพักใหญ่ เนื่องจากต้องไปแก้ไขนิยายเรื่องเก่าให้เรียบร้อยก่อน จึงกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ (โขกศีรษะสามที)

ลำดับต่อไปเป็นลิงค์ความเดิมจ้า

ตอนที่ ๑ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=3044
ตอนที่ ๒ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=3131
ตอนที่ ๓ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=166

หลิวหย่งซื่อ (นักรบ)

###

 

ประกาศิตจอมมาร ๔ แตกสานซ่านเซ็น

การเดินทางทั้งหลายทั้งปวง มีประการหนึ่งที่ผู้คนมิอาจไม่ยอมรับ มิว่าเป็นการเดินทางบนเส้นทางใดล้วนมีอุปสรรค อุปสรรคบางคราเล็กน้อยยิ่ง กระทั่งแทบไร้ซึ่งผลกระทบใดๆ ต่อการเดินทาง หากแต่บางคราอุปสรรคกลับใหญ่หลวงนัก กระทั่งบังเกิดความเปลี่ยนแปลงล้มเหลว มิสามารถเดินทางต่อไปโดยปกติได้

###

ใบไม้ใบหญ้ายามเหี่ยวแห้งจึงปลิดปลิวจากกิ่ง ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน วัฏจักรของผู้คนใยมิใช่เป็นเฉกเช่นกัน...

ใบไม้ใบหญ้าเหี่ยวแห้งร่วงหล่นสู่พื้นดิน พฤติการณ์เช่นนี้เห็นมีโดยทั่วไปตามป่าในฤดูเหมันต์

ทว่าฤดูนี้เป็นคิมหันต์... คิมหันต์ ไฉนมีใบไม้เหี่ยวแห้งร่วงหล่น? 

ป่าแห่งนี้มีใบไม้เหี่ยวแห้งร่วงหล่นตลอดปี จึงได้ชื่อเป็นป่าเหมันต์...

ป่าเหมันต์มีเพียงใบไม้เหี่ยวแห้งร่วงหล่น ในป่าจึงมีใบไม้แห้งกองสุมอยู่ ยามเหยียบย่างลงบนกองใบไม้แห้ง บังเกิดเป็นเสียงดังกรอบแกรบ

เวลานี้กองใบไม้แห้งยังคงบังเกิดเสียงดังกรอบแกรบ...

หลี่จิ้งก้าวเหยียบลงบนกองใบไม้แห้ง สายตาสอดส่องทั่วบริเวณ เขาต้องระแวดระวังทุกก้าวย่าง เนื่องเพราะเวลานี้ เขากำลังเดินไปบนเส้นทางสู่ความตายแล้ว!

หลี่อวิ๋นซินและเฉินเสี่ยวอิงก็เดินบนเส้นทางเดียวกัน พวกนางกำลังมุ่งสู่ความตายเช่นเดียวกัน

นับแต่คลาดกับมารจิ้งจอกขาวแล้ว ศิษย์สำนักมังกรเทพทั้งสามจึงตัดสินใจมุ่งหน้าสู่แดนมาร ทั้งสามมีความเห็น... จะสืบข่าวมาร สมควรสืบจากมาร

ป่าเงียบสงบ เสียงกองใบไม้แห้งดังกรอบแกรบ ไฉนกลับไร้ผู้คนได้ยิน

มิใช่ไม่มีผู้ใดได้ยิน เพียงผู้ได้ยินยังแฝงร่างเร้นกายอยู่...

หลี่จิ้งคล้ายแลเห็นเงามรณะแล้ว เขาหยุดฝีเท้าลง มือกำด้ามกระบี่แนบแน่น สายตาระแวดระวังยิ่ง

อากัปกิริยาของหลี่อวิ๋นซินและเฉินเสี่ยวอิงก็มิได้แตกต่างกัน มือของพวกนางก็กำด้ามกระบี่แนบแน่น

เสียงกองใบไม้แห้งหยุดลงแล้ว ความเงียบงันเข้าครอบคลุมเนิ่นนาน

ทว่าเพียงสายลมแผ่วพลิ้วบังเกิดเสียงหวีดหวิวของกิ่งไม้ ความเงียบงันพลันถูกทำลายลงแล้ว...

เพียงความเงียบถูกทำลาย เงามรณะพลันจู่โจมถาโถมเข้าใส่จากทั้งสี่ทิศ ปรากฏสุ้มเสียงประหลาดดังกึกก้อง

เงามรณะเมื่อจู่โจมถาโถมเข้าใส่ พลันปรากฏประกายกระบี่ขึ้นสามสาย ประกายกระบี่ทั้งสามแทบวาดออกโดยพร้อมเพรียง

ประกายกระบี่เมื่อปรากฏแล้ว มิปล่อยให้คมกระบี่ว่างเปล่าเด็ดขาด...

คมกระบี่พลันกรีดเข้าเนื้อหนังหลายส่วน โลหิตสีเขียวพร่างพรู บังเกิดเสียงร้องโหยหวนระงมดัง โลหิตสีเขียวพร่างพรมลงบนกองใบไม้แห้ง เฉกเช่นจิตรกรสะบัดปลายพู่กันลงบนผืนผ้า!

โลหิตสีเขียวเมื่อพร่างพรมลง ปรากฏชิ้นเนื้อมากมายร่วงหล่นตามมาทับถมบนกองใบไม้แห้ง

ประกายกระบี่กลับกลายเป็นประกายมรณะ... เงามรณะกลับกลายเป็นความตายไปจริงๆ

สุ้มเสียงเริ่มสงบลง คมกระบี่หยุดเคลื่อนไหว โลหิตหยุดสาดกระเซ็น

แสงแดดร้อนระอุทะลุผ่านกลุ่มใบไม้เหนือศีรษะ กระทบเงากระบี่เป็นประกายแปลบ... ประกายกระบี่สะท้อนแสงแดดต้องใบหน้าเคร่งขรึมของหลี่จิ้ง ดูไปคล้ายเป็นยมทูตตนหนึ่งก็ปาน

แสงแดดส่องผ่านกลุ่มใบไม้แห้งกระทบพื้นดินแล้ว บนพื้นดินปรากฏซากชิ้นส่วนมารกระจายปะปนกับกองโลหิตสีเขียว...

รอบกายบุคคลทั้งสามก็เป็นร่างงองุ้มแคระแกร็นจำนวนหนึ่ง มิทราบจำนวนกี่มากน้อย หากเพียงพอทำให้บุคคลธรรมดามิอาจคุมสติยืนหยัดอยู่ได้แล้ว!

บุคคลทั้งสามเป็นศิษย์สำนักมังกรเทพ เป็นผู้ปราบมาร จึงยังสามารถคุมสติหยัดยืนอยู่ได้

มิเพียงหยัดยืน ยังคิดต่อกร...

สายลมพัดผ่านแผ่วพลิ้ว กิ่งไม้สั่นไหวโอนเอน พลันร่างมารงองุ้มแคระแกร็นถาโถมเข้าใส่ดุจเงามรณะอีกครา

ร่างมารจู่โจมเข้าใส่หลี่จิ้งราวสิบสี่สิบห้าร่าง เขี้ยวเล็บจำนวนสิบสี่สิบห้าคู่ใคร่ฉีกเนื้อเถือหนังชโลมโลหิต!

หลี่จิ้งมิคิดหลบหลีก เพียงวาดกระบี่ออกเป็นวงคล้ายจันทร์เสี้ยว ร่างมารสามสี่ร่างพลันแยกออกเป็นชิ้นส่วนร่วงหล่นกระทบกองใบไม้แห้งอีกครา

หลี่อวิ๋นซินอยู่ในวงล้อมมารอีกจำนวนหนึ่ง ไม่มากไม่น้อยไปกว่าหลี่จิ้ง นางกำด้ามกระบี่แนบแน่น กระโดดถอยหลังหลบไปสองสามก้าว จึงกวัดแกว่งกระบี่ กรีดทลวงเข้าร่างมารสองสามร่าง

ร่างมารอีกเจ็ดแปดร่างจู่โจมเข้าใส่เฉินเสี่ยวอิง นางกระโดดลอยตัวขึ้นกลางอากาศ กวัดแกว่งด้ามกระบี่ กระบี่หมุนควงอยู่กลางอากาศ บังเกิดเป็นเสียงลมดังอื้ออึง

สายลมจากปลายกระบี่คล้ายม่านกระบี่แหลมคมกั้นกลางระหว่างนางกับกลุ่มมาร ร่างมารเพียงกระทบถูกม่านกระบี่พลันฉีกขาดกระจัดกระจายเหลือเป็นเพียงชิ้นส่วนมาร

หากเวลานั้นพลันมีสายลมอีกสายพุ่งทลวงตัดผ่านม่านกระบี่ เป็นสายลมที่รุนแรงยิ่งกว่า แหลมคมยิ่งกว่า!

สายลมตัดผ่านม่านกระบี่กระทบต้องร่างเฉินเสี่ยวอิง ปรากฏโลหิตสีแดงสายหนึ่งพร่างพรูออกจากร่างนาง!

กระบี่ร่วงหล่น คนกลับถลาไปหลายก้าว...

กระบี่เมื่อร่วงหล่น สมควรร่วงหล่นลงสู่มือผู้เป็นเจ้าของ หากเพียงบัดนี้กระบี่กลับร่วงหล่นลงบนกองใบไม้แห้ง

เฉินเสี่ยวอิงคิดใคร่กลิ้งตัวกลับเพื่อคว้าจับกระบี่คู่กาย ทว่าเงาร่างสายหนึ่งกลับพุ่งปราดเข้าขวางเบื้องหน้านาง ทั้งอาศัยเถาวัลย์ มิทราบเป็นเถาวัลย์ชนิดใด หากเต็มไปด้วยหนามใหญ่แหลมคมจู่โจมรุกไล่นาง กระทั่งนางต้องถอยร่นไปอีกหลายสิบก้าว จึงหยุดชะงักลง

หากมิหยุด นางต้องพลัดตกจากหน้าผาแล้ว!

นางเมื่อหยุดชะงัก เถาวัลย์หนามจึงฟาดใส่ร่างนางได้ถนัด บังเกิดบาดแผลแตกเป็นแนวยาวบริเวณหลังและไหล่ ปรากฏโลหิตอีกสายสาดซัดจากร่างนางอีกครา

หลี่จิ้งเห็นนางใกล้ถึงทางอับจน พลันกระโดดออกจากวงล้อมของหมู่มาร ลอยตัวกลางอากาศ พร้อมฟาดฟันกระบี่เข้าใส่เถาวัลย์หนาม

เถาวัลย์หนามพลันขาดสะบั้น เฉินเสี่ยอิงก็พลันกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง!

หลี่จิ้งใคร่รุดเขาประคองนาง หากแต่เงาร่างสายเดิมพลันพุ่งปราดขัดขวางระหว่างบุคคลทั้งสอง

เงาร่างสายนั้นกลับเป็นสตรีในอาภรณ์สีเขียวนางหนึ่ง... เป็นนางมารบุปผาหยก

มารบุปผาหยกจับจ้องมองหลี่จิ้ง นางสอดส่ายสายตาหยาดเยิ้มมองดูตลอดร่างหลี่จิ้ง มองดูตั้งแต่ปลายเส้นผมปรดปลายเท้า พลันสายตานางทองประกายสื่อความหมายชนิดหนึ่ง

ดรุณีน้อยยามแรกรักจับจ้องมองบุรุษที่โอบกอดนางเช่นไร ประกายตาของสตรีผู้นี้ก็เป็นเฉกเช่นกัน...

อวี้ฮัวแย้มยิ้มเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่อ่อนหวาน แฝงความเย้ายวนประหนึ่งบุปผางามโปรยกลิ่นหอมอบอวล หลอกล่อหมู่ผึ้งภมรให้หลงระเริง...

นางจ้องมองหลี่จิ้งเนิ่นนาน ทว่าหลี่จิ้งกลับจ้องมองดรุณีน้อยอีกนางหนึ่ง

ใบหน้าเฉินเสี่ยวอิงซีดขาวลงแล้ว มุมปากนางเปื้อนเปรอะโลหิตสีแดงฉาน ทั้งยังหอบหายใจถี่ยิ่ง

อวี้ฮัวมองตามสายตาหลี่จิ้ง นางแย้มยิ้มเล็กน้อย ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย สายตากลับมีแววเย้ยหยันประหนึ่งดรุณีน้อยเบื้องหน้าเป็นเพียงซากไร้ค่าซากหนึ่ง...

เฉินเสี่ยวอิงใช้สายตาคมกล้าจับจ้องมองนางแน่วนิ่งเช่นกัน

มาตรว่านางบาดเจ็บปางตาย ประกายตานางยังคมกล้า คมประหนึ่งคมกระบี่ เชือดเฉือนเนื้อหนัง บาดลึกถึงกระดูก

อวี้ฮัวหันกายเดินเข้าใกล้นาง เอื้อมมือขาวเนียนกลมกลึงสัมผัสนวลหน้านางแผ่วเบา นางกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวลแฝงความเย็นชา

"ฟังว่าสองดรุณีแห่งสำนักมังกรเทพนามหลี่อวิ๋นซินและเฉินเสี่ยวอิงนั้นโฉมสะคราญอย่างยิ่ง ดรุณีน้อยนางนี้มิทราบเป็นหลี่อวิ๋นซินหรือเฉินเสี่ยวอิง?"

นางหันมองหลี่จิ้งแล้วกล่าวต่อไป

"ประกายตานางคมกล้าประดุจเหยี่ยว นางสมควรเรียกว่าเฉินเสี่ยวอิง?"

หลี่จิ้งกำด้ามกระบี่แนบแน่น ส่งเสียงถามเยือกเย็น

"ท่านต้องการสิ่งใด?"

สตรีในอาภรณ์เขียวกล่าวตอบนุ่มนวล

"ข้าพเจ้ามิได้ต้องการสิ่งใด"

หลี่จิ้งกล่าวถามต่อ

"ดังนี้ท่านกระทำเพื่อสิ่งใด?"

"ข้าพเจ้ามิได้กระทำเพื่อสิ่งใด"

"ท่านเหตุใดมิปล่อยนาง?"

นางมารยิ้มเล็กน้อยกล่าว่า

"ท่านทราบหรือไม่ สถานที่นี้อยู่ในเขตมาร?"

หลี่จิ้งถอนหายใจเล็กน้อย กล่าวตอบ

"ทราบ"

"ท่านทราบหรือไม่ ข้าพเจ้าเป็นผู้ใด?"

"มิทราบ"

นางมองดูหลี่จิ้ง แย้มยิ้มเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มอ่อนหวานหยาดเยิ้ม ชวนหลงใหล นางกล่าวต่อไปว่า

"ข้าพเจ้าคือมารบุปผาหยก นามข้าพเจ้าคือ อวี้ฮัว"

นางมารจ้องมองดูเขาอีกครา ถอนหายใจแล้วกล่าวต่อ

"ท่านบุกรุกเขตของข้าพเจ้าโดยมิได้เชื้อเชิญ สมควรให้ข้าพเจ้าต้อนรับท่านเช่นใด?"

หลี่จิ้งมิอาจกล่าวคำ เพียงกำด้ามกระบี่แนบแน่นกว่าเดิม

ทั้งสามพลันปิดปากเงียบงัน ได้ยินเพียงเสียงหลี่อวิ๋นซินยังคงต่อสู้โรมรันกับหมู่มาร...

หลังจากหลี่จิ้งกระโดดออกจากวงล้อมของพวกมารแล้ว พากมันจึงหันเหเป้าหมายจู่โจมเข้าใส่หลี่อวิ๋นซิน นางต้องหลบหลีกคมเขี้ยวคมเล็บที่คว้าตะปบใส่นางมากกว่าเดิม หากยังคงใช้กระบี่ต้านรับคมเขี้ยวคมเล็บนับหลายสิบคู่อย่างเหนียวแน่น

เบื้องหน้านางมีมาร เบื้องหลังนางก็มีมาร นางหากอยู่ในภาวะเช่นนี้นานไป เกรงว่ามิอาจทนทานได้!

เฉินเสี่ยวอิงรู้เห็นสภาวการณ์เช่นนี้... หากทราบนางมิเคลื่อนไหว หลี่อวิ๋นซินก็มิอาจไม่ตายแล้ว

ดังนั้นนางจึงเคลื่อนไหว!

เฉินเสี่ยวอิงฉวยจังหวะที่นางมารส่งสายตาหยาดเยิ้มเปี่ยมด้วยความนัยต่อหลี่จิ้ง ล้มกายลงพลิกร่างออกมาให้พ้นขอบหน้าผา

มิคาด อวี้ฮัวกลับหันกายซัดฝ่ามือเข้าใส่ร่างนางอย่างรวดเร็ว!

ร่างของนางลอยละลิ่วลงสู่เบื้อล่าง เฉกเช่นลูกเหยี่ยวน้อยพลัดตกจากรัง ล่องลอยลงสู่มือยมทูต!

หลี่จิ้งคิดกระทำการอันใดกลับกลายเป็นเชื่องช้าเกินการณ์แล้ว เขามิรีรอให้อวี้ฮัวหันกายกลับมา พลันเสือกกระบี่ออก หมายทิ่มแทงทะลุร่างนาง

อวี้ฮัวก็มิได้หันกลับ นางเพียงสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง ร่างของหลี่จิ้งก็ลอยไปกระแทกใส่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ปรากฏใบไม้ร่วงแห้งร่วงหล่น ใบไม้สดก็ยังร่วงหล่น

ร่างหลี่จิ้งเมื่อกระแทกล้มลงบนกองใบไม้ พลันพบว่าโลหิตทะลักหลั่งไหลออกจากปาก!

หลี่อวิ๋นซินพบเห็นสภาพการณ์เช่นนี้ พลันสูญเสียกำลังขวัญไปหลายส่วน

บุคคลผู้หนึ่งพลันพบเห็นสหายร่วมเป็นตายร่วงหล่นจากหน้าผา พบเห็นสายเลือดเพียงผู้เดียวถูกทำร้ายบาดเจ็บ ย่อมต้องสูญเสียกำลังขวัญ เมื่อสูญเสียกำลังขวัญย่อมเปิดเผยช่องโหว่...

หลี่อวิ๋นซินเคลื่อนไหวกระบี่เชื่องช้าลงกว่าเดิม กระบี่เมื่อเชื่องช้าลงกว่าเดิม ย่อมมิอาจปัดป้องคมเขี้ยวเล็บนับหลายสิบคู่ได้ทัน กงเล็บข้างหนึ่งพลันตะปบใส่กลางหลังของนางโดยแรง!

ร่างของนางเซไปข้างหน้า กระทบคมเขี้ยวอีกสองคู่ ปรากฏโลหิตสีแดงสาดกระเซ็น!

หลี่จิ้งกระเสือกกระสนยันร่างของตนให้ยืนหยัดเพื่อช่วยเหลือนาง ทว่ายังไม่ทันลุกยืนบนเท้าของตน กลับถูกนางมารตะปบร่างไว้ ยกลอยขึ้นเหนือพื้นดิน พร้อมกับกระโดดหายเข้าป่าไป

หลี่อวิ๋นซินยังคงต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด... มาตรว่านางได้รับบาดเจ็บ กลับยังสามารถรวบรวมสติคืนมาได้ นางยังมีอาวุธลับ!

นางพลันพลิกหงายข้อมือ ปรากฏประกายสีเงินเล็กๆ หลายสายพุ่งออกจากแขนเสื้อนาง เหล็กเรียวแหลมขนาดเล็กจำนวนหนึ่งถูกซัดพุ่งออก

อาวุธลับทุกชิ้นแทงทะลุร่างมารจำนวนหนึ่งล้มลง เกิดเป็นช่องว่าง

เมื่อเกิดช่องว่าง นางจึงสามารถวาดวงกระบี่ออก เปิดช่องว่างให้กว้างขึ้นกว่าเดิม กว้างเพียงพอให้นางกระโดดออกจากวงล้อมได้โดยเร็ว

นางกระโดดพลิกร่างสองรอบเท้าจึงสัมผัสพื้น เมื่อเท้าสัมผัสถึงพื้น นางพลันล้มลง โลหิตจากปากแผลที่ถูกคมเขี้ยวเล็บเมื่อครู่ฉีดพุ่งอีกครา

หลี่อวิ๋นซินมิอาจรั้งรอได้อีก หากนางหยุดชะงักแม้เพียงเล็กน้อย เกรงว่าร่างนางอาจต้องกลายเป็นเศษเลือดเนื้ออยู่ในท้องของมารร้ายแล้ว นางพลันยันร่างขึ้น เร่งรีบสาวเท้าวิ่งออกโดยเร็ว

นางหอบหิ้วร่างที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตและหยาดเหงื่อ ออกวิ่งอยู่เนิ่นนาน มิทราบนานเท่าใด และมิอาจทราบวิ่งมาในทิศทางใด

นางเพียงทราบ เวลานี้นางมิอาจหนีรอดพ้นแล้ว...

เวลานี้สติของนางเริ่มเลือนลาง ดวงตานางเริ่มเห็นเพียงสีขาวโพลน... นางเหน็ดเหนื่อยมากเกินไป หลั่งโลหิตมากเกินไป ดังนั้นจึงมิอาจทรงกายอยู่ได้อีก ร่างของนางพลันล้มลงกองกับพื้น

หากแต่ฝูงมารยังคงตามติด...  พวกมันตามล่านาง ประหนึ่งตามล่าชิ้นเนื้อหอมหวานชิ้นหนึ่งก็ปาน!

เวลานั้นปรากฏเงาร่างสายหนึ่งร่วงหล่นลงขวางทางพวกมัน... กลับเป็นจางหย่ง

จางหย่งชักกระบี่ออกจากฝัก... ดรุณเยาว์วัยผู้หนึ่งกลับอาจหาญคิดต่อกรกับมารทั้งฝูง!

ฝูงมารมิรอช้า พวกมันถาโถมจู่โจมเข้าใส่ชิ้นเนื้อหอมหวานอีกชิ้นหนึ่งทันที ทว่าชิ้นเนื้อกลับมิเป็นเพียงชิ้นเนื้อ มันกลับกลายเป็นพยัคฆ์ที่มีเขี้ยวเล็บแหลมคมตัวหนึ่ง

จางหย่งพลันวาดกระบี่ออกเป็นรูปโค้งดุจจันทร์เสี้ยว เป็นเพลงกระบี่ชนิดเดียวกับหลี่จิ้ง มาตรว่าอานุภาพของเพลงกระบี่ด้อยกว่าหลี่จิ้ง หากยังสามารถเชือดเฉือนเลือดเนื้อจากร่างงองุ้มได้หลายร่าง

จาหย่งอาศัยโอกาสที่เหล่ามารแตกตื่นอลหม่าน ฉวยคว้าเอาร่างบอบบางโชกเลือดของหลี่อวิ๋นซิน กระโดดตัวลอยขึ้นจากพื้น

เขาพลันหอบหิ้วร่างนางกระโดดหายลับจากไปโดยเร็ว...

###

 

ทักทาย

คุณกาแฟเย็น >> ขอบคุณสำหรับการติดตามขอรับ... ไป่หูลี่เจ้าเล่ห์ตามธรรมเนียมของจิ้งจอกไงขอรับท่าน ^^

 




ขอเชิญเข้ามาพูดคุยร่วมแสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกับกระทู้นี้ได้เลยนะคะ...


ความเห็นที่ 1 ...โดย   กาแฟเย็น

ตอนนี้ฝ่ายพระเอกบาดเจ็บกันถ้วนหน้าเลยแฮะ...

ตอนหน้าช้าหน่อยก็ไม่เป็นไรค่ะ  รอได้



09 มิ.ย. 49 23:59:52 น.  58.64.127.196

ส่งความเห็นของคุณ
จาก :
email :
   
Forecolor
Link
Image
Emotions
HR
Cut
Copy
Paste
Bold
Italic
Underline
Image
Image
Image
Justify Left
Center
Justify Right
Ordered List
Unordered List
Decrease Indent
Increase Indent


 
New Page 3

WebBoard Designed By http://www.jj-book.com

For Admin Only