ลานเสวนาประสาชาวยุทธ

 

ประกาศิตจอมมาร ๖ แผนขั้นต่อไป  

 

03 ตุลาคม 2549 23:19:21 น.

.. โดย..

หลิวหย่งซื่อ  (นักรบ)



ตอนนี้มาช้าเหลือเกิน ต้องขออภัยจริงๆ ขอรับ

ตามธรรมเนียม ตอนเก่าขอรับ

ตอนที่ ๑ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=3044
ตอนที่ ๒ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=3131
ตอนที่ ๓ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=166
ตอนที่ ๔ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=170
ตอนที่ ๕ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=181

หลิวหย่งซื่อ (นักรบ)

###

 

ประกาศิตจอมมาร ๖ แผนขั้นต่อไป

มนุษย์มีความอยาก มารก็มีความอยาก มนุษย์มีจิตใจ มารก็มิใช่ไร้ซึ่งจิตใจ มนุษย์มีกิเลส มารก็มีกิเลสเฉกเช่นมนุษย์ หากแต่มนุษย์และมารแตกต่างกันที่ความชั่งใจ เมื่อมิอาจยับยั้งกิเลสในจิตใจตนได้... ไฉนมิอาจนับเป็นมาร?

###

ผืนป่าไพศาลกว้างใหญ่สุดสายตา กลับเงียบเหงาเวิ้งว้างวังเวง หากแต่ในป่ากลับไม่มีแม้เสียงวิหคร่ำร้อง

หากป่าไร้ซึ่งวิหค นั่นย่อมมิอาจนับเป็นป่าได้... หรือสถานที่แห่งนี้มิใช่ป่า กลับเป็นดินแดนมรณะ!

ดินแดนแห่งนี้มิเพียงมีต้นไม้รกครึ้ม ผืนดินยังถูกปกคลุมด้วยกลุ่มหมอกหนาทึบ กระทั่งมิอาจมองเห็นได้เกินกว่าสามก้าว...

ดินแดนแห่งนี้ยังมีคาวโลหิตชวนคลื่นไส้อาเจียน กระทั่งยังมีเงาแห่งความตายอันน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง มิว่าผู้ใดล่วงล้ำเข้ามา คล้ายมิอาจกลับออกไปได้ตลอดกาล!\\

เวลานี้กลางกลุ่มหมอกปรากฏเงาร่างสีขาวสายหนึ่ง... เงาร่างสายนี้คล้ายเป็นเพียงบุรุษ ก้าวเดินเชื่องช้าอยู่ในกลุ่มหมอก

ทว่าในสภาพพื้นที่ซึ่งมีเพียงกลุ่มหมอกปกคลุมหนาแน่นเช่นนี้ เป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นอย่างยิ่ง

ทัศนวิสัยเช่นนี้ กลิ่นกลับมีประโยชน์ในการนำทางอย่างยิ่ง หากแต่บุคคลผู้ซึ่งสามารถใช้กลิ่นนำทางได้ ย่อมมิใช่บุคคลธรรมดา ทว่ากลับเป็นสุนัข... เป็นสุนัขจิ้งจอกสีขาวตัวหนึ่ง

ไป่หูลี่เดินอยู่กลางกลุ่มหมอก... คล้ายเดินโดยไร้จุดหมาย ทว่าเส้นทางที่มันเดินกลับเป็นเส้นตรง เป็นเส้นตรงอย่างยิ่ง

นี่ย่อมมิใช่เดินโดยไร้ซึ่งจุดหมาย หากแต่มีจุดหมาย... จุดหมายของมันอยู่ที่รั้วไม้ไผ่เตี้ยซึ่งเรียงเป็นแนวยาว หากกลุ่มหมอกมิได้ปกคลุมหนาแน่น อาจได้เห็นแนวรั้วไม้ไผ่เรียงทอดตัวยาวเพียงใด

ไป่หูลี่เดินตัดกลุ่มหมอกผ่านเข้าในอาณาเขตรั้วไม้ไผ่ จากรั้วไม้ไผ่ มันยังเดินตรงต่อไปอีกยี่สิบสี่ก้าวจึงหยุดเท้าลง เนื่องเพราะหากมันไม่หยุด คงต้องชนกับบานประตูแล้ว...

ประตูเป็นประตูไม้ขนาดเล็ก เป็นประตูทางเข้าของกระท่อมไม้ขนาดเล็ก เล็กเพียงพอแก่การอาศัยอยู่อย่างสุขสบาย

ไป่หูลี่เอื้อมมือเคาะประตูสองครา บานประตูพลันเปิดออก กลุ่มหมอกพลันพัดวูบล่วงเข้าภายใน

ผู้เปิดประตูเป็นดรุณีน้อยนางหนึ่ง ดรุณีน้อยหน้าตาสดใส ทว่านัยน์ตาของนางกลับไร้ประกาย!

ไป่หูลี่สาวเท้าก้าวเข้าไปหยุดยืนที่หน้าประตู มันเพ่งตามองดรุณีน้อยนางนั้น ประกายตามันสื่อความหมายพิสดารชนิดหนึ่ง... คล้ายเป็นสุนัขจิ้งจอกมองกระต่ายน้อยตัวหนึ่งก็ปาน

ดรุณีน้อยยังคงยืนสงบนิ่งอยู่ที่นั้น ยืนสงบจนคล้ายเป็นเพียงศิลา

ผ่านไปเนิ่นนานจึงมีสุ้มเสียงดังขึ้น เป็นสุ้มเสียงนุ่มนวลอย่างประหลาด นุ่มนวลแฝงอำนาจบีบบังคับอย่างประหลาด

"นางเป็นหญิงรับใช้ข้าพเจ้า มิใช่อาหารของท่าน อาหารของท่านอยู่ที่นี้?"

ไป่หูลี่ละสายตาจากดรุณีน้อย จับจ้องไปยังเบื้องหน้า

ที่โต๊ะไม้ริมหน้าต่างถึงกับมีสุราอาหารจัดวางอยู่จริงๆ เป็นอาหารเพียงหนึ่งอย่างกับสุราอีกสี่ป้านใหญ่

เมื่อคราวที่เพิงน้ำชาเชิงเขา มันคล้ายได้ลิ้มรสสุราอาหารชั้นดีที่บุคคลธรรมดายากจะหารับประทานได้ ทว่าครานี้ ที่โต๊ะคล้ายมีสุราอาหารเลอเลิศยิ่งกว่าวางอยู่

อาหารเพียงหนึ่งอย่างเป็นเนื้อดิบสีแดงสด มิทราบเป็นเนื้อชนิดใด ชิ้นเนื้อถูกแร่บางๆ ด้วยมีดคมเป็นพิเศษ คมกระทั่งไม่มีโลหิตซึมออกจากชิ้นเนื้อ

ชิ้นเนื้อถูกวางเรียงรายเต็มจาน จานเป็นจนทองคำกลมเกลี้ยงกว้างสี่เชี๊ยะ

แสงเทียนสลัวริบหรี่ด้วยกลุ่มหมอกกระจายครอบคลุมโดยรอบ ชิ้นเนื้อส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่ว!

เฮยจือจูนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร นางกำลังรินสุราลงจอกทองคำเกลี้ยงสองจอก สุรามิทราบหมักจากวัตถุดิบใดจึงเป็นสีแดงได้ปานนี้ เป็นสีแดงคล้ายดั่งโลหิตมนุษย์!

ไป่หูลี่เดินตรงไปยังโต๊ะอาหาร มันทรุดนั่งตรงข้ามนางพลางกล่าว

"พิษใยแมงมุมอานุภาพร้ายกาจ  ผู้ถูกพิษย่อมมิอาจต่อต้านคำสั่งท่านได้ น่าเสียดายกลับทำให้ผู้คนแข็งทื่อคล้ายเป็นศิลาไป"

เฮยจือจูเพียงแย้มยิ้มเล็กน้อย มิกล่าวตอบ ไป่หูลี่มองสุราอาหารบนโต๊ะแล้วจึงกล่าวต่อ

"ข้าพเจ้ามาพบท่านคราใดมิเคยได้ผิดหวัง ทว่าครานี้คงต้องผิดหวังจริงๆ แล้ว"

นางเพียงชายดวงตายาดเยิ้มจ้องมองมัน ทราบว่ามันต้องกล่าวต่อ มันส่งเสียงกล่าวต่อจริงๆ

"ข้าพเจ้ามาพบท่านคราใด เป็นท่านตระเตรียมสตรีงดงามไว้ให้ข้าพเจ้า..."

นางแย้มยิ้มอีกครา กล่าวช้าๆ

"ครานี้ข้าพเจ้าก็ตระเตรียมไว้ให้ท่านนางหนึ่ง"

"ท่านตระเตรียมไว้?"

"ข้าพเจ้าตระเตรียมไว้แล้วจริงๆ ทว่าท่านมาช้าไป"

"ข้าพเจ้ามาล่าช้า เพียงเพราะมัวหลบหนีคนของสำนักมังกรเทพ"

"สำนักมังกรเทพส่งคนติดตามท่าน?"

ไปหูลี่ผงกศีรษะเป็นคำตอบ

"เป็นผู้ใดติดตามท่าน?"

"หลี่จิ้ง หลี่อวิ๋นซิน เฉินเสี่ยวอิง"

เฮยจือจูแย้มยิ้มเล็กน้อย นางแย้มยิ้มขบขันเล็กน้อย ประกายตายิ่งมายิ่งหยาดเยิ้ม

"ศิษย์รุ่นเยาว์กระจ้อยร่อยเพียงเท่านี้ กลับทำท่านเสียเวลาถึงเพียงนี้?"

ไปหูลี่ทอดถอนใจเล็กน้อย กล่าวว่า

"ศิษย์รุ่นเยาว์กลับมากความสามารถ หากมิใช่เพราะอำนาจสตรี ข้าพเจ้าคงมิอาจสลัดพวกมันพ้น"

เมื่อกล่าวถึงสตรี มันพลันนึกถึงสตรี สตรีที่เฮยจือจูตระเตรียมไว้

"นางเล่า... นางอยู่ที่ใด?"

เฮยจือจูหยิบตะเกียบคีบชิ้นเนื้อใส่ปากชิ้นหนึ่ง รอจนกลืนชิ้นเนื้อลงคอแล้วจึงเปลี่ยนเรื่องสนทนา

"ท่านว่าจานทองคำนี้กว้างใหญ่หรือไม่?"

"กว้างใหญ่อย่างยิ่ง"

"กว้างใหญ่เพียงพอใส่เนื้อมนุษย์ผู้หนึ่งหรือไม่?"

ตอนแรก ไป่หูลี่คล้ายต้องการยกจอกสุราขึ้นดื่ม ทว่าพอฟังนางว่ากล่าว มันพลันกระแทกวางจอกสุราลงกระทบกับโต๊ะ สุราสีแดงกระเซ็นเปื้อนเปรอะมือของมัน

สีหน้ามันยามนี้แปรเปลี่ยนไปแล้ว มิทราบเป็นตื่นตระหนก ขยะแขยง หรือรังเกียจ...

กลุ่มหมอกค่อยๆ แทรกซึมผ่านช่องประตูหน้าต่างเข้ามา ภายในห้องขมุกขมัวไปด้วยหมอกจางๆ

ภายในกลุ่มหมอกมีมารบุรุษสตรีคู่หนึ่ง

มารจิ้งจอกขาวอยู่ในอาภรณ์สีขาว มารแมงมุมดำอยู่ในอาภรณ์สีดำ พวกมันดูคล้ายเป็นยมทูตขาวดำคู่หนึ่ง

เป็นทูตแห่งคามตาย!

บนโต๊ะมีสุราอาหาร ทว่ามารจิ้งจอกขาวกลับมิแตะต้องสุราอาหารบนโต๊ะแม้สักน้อย มันชมชอบกัดกินวิญญาณหญิงงาม หากแต่มิชมชอบโฉมสะคราญที่กลายเป็นชิ้นเนื้อ!

ผ่านไปเนิ่นนาน ไป่หูลี่เริ่มเอ่ยคำ

"ภารกิจต่อไปมิทราบเป็นสิ่งใด? ท่านโปรดบอกกล่าวแก่ข้าพเจ้า"

เฮยจือจูแย้มยิ้มเล็กน้อย กล่าวตอบ

"ฟังว่ายามนี้ อวี้ฮัวกระทำเรื่องเป็นประโยชน์อย่างหนึ่ง ไร้ประโยชน์อย่างหนึ่ง"

ไป่หูลี่ขมวดคิ้วแน่น กล่าวถามต่อ

"เรื่องใดเป็นประโยชน์? เรื่องใดไร้ประโยชน์?"

"ท่านเห็นว่าหมู่มารในป่าเหมันต์มีมากน้อยเพียงใด?"

"มากมายอย่างยิ่ง อาจบางทีมีมากกว่าในป่าเมฆา"
 
เฮยจือจูผงกศีรษะยอมรับ

"ท่านคิดว่า ศิษย์กระจ้อยร่อยของสำนักมังกรเทพเมื่อเหยียบย่างเข้าไปที่นั่นแล้วควรเป็นเช่นไร?"

ในดวงตาไป่หูลี่มีประกายแล้ว ที่มุมปากก็ปรากฏรอยยิ้ม ไม่นานเสียงหัวร่อก็พลันดังขึ้น ทว่าเฮยจือจูถอนหายใจเล็กน้อย กล่าวต่อ

"ข้าพเจ้ามอบหมายหน้าที่ให้นางรับมือศิษย์กระจ้อยร่อยเหล่านั้นต่อจากท่าน นางทำหน้าที่ได้ดียิ่ง น่าเสียดาย นางกลับทำสิ่งไร้ประโยชน์อย่างหนึ่ง"

"นางทำเรื่องไร้ประโยชน์ใด?"

"เพียงเพราะนางพึงพอใจหลี่จิ้ง ถึงกับละเว้นชีวิตมัน กระทั่งยังปล่อยให้หลี่อวิ๋นซินหลบหนีไปได้"

"เฉินเสี่ยวอิงเล่า?"

"ทราบว่านางตกจากหน้าผาสูงชัน มิทราบชะตากรรม"

"หรือภารกิจต่อไปของข้าพเจ้า?..."

เฮยจือจูผงกศีรษะเป็นคำตอบ

###

ผืนฟ้าประดับปุยเมฆา ผืนดินประดับกลีบบุปผา อาทิตย์ลับขอบบูรพา บุปผายังคงบานสะพรั่ง

ข้างสวนบุปผาเป็นตึกใหญ่ ตึกใหญ่ตั้งตระหง่านกลางสวนบุปผา ในตึกใหญ่มีห้องมากมาย ทว่าห้องใหญ่ที่สุดกลับอยู่สูงที่สุด ตกแต่งด้วยบุปผางดงามที่สุด เป็นห้องของมารบุปผาหยก

เตียงใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง บุด้วยขนเป็ดอ่อนนุ่ม บนขนเป็ดปูทับไว้ด้วยผ้าแพรเรียบลื่น ข้างเตียงพาดอยู่ด้วยกระบี่เล่มหนึ่ง

ร่างหนึ่งทอดนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง ทว่ากลับมิใช่อวี้ฮัว หากแต่เป็นบุรุษผู้หนึ่ง

อาภรณ์สีฟ้าครามถูกปลดเปลื้องจากร่างเขา เผยให้เห็นที่หน้าอกปรากฏรอยโลหิตคั่งเป็นสีม่วงคล้ำ

เวลานี้บานประตูหน้าห้องถูกผลักเปิดออกแล้ว...

อวี้ฮัวสืบเท้าก้าวเข้ามา ประกายตาของนางยามนี้ดูกระจ่างสุกใสยิ่ง

เบื้องหลังนางตามติดด้วยสาวใช้สองนาง นางหนึ่งยกอ่างใส่น้ำอุ่น ขอบอ่างพาดไว้ด้วยผ้าอ่อนนุ่มสีขาวผืนหนึ่ง อีกนางหนึ่งยกถาดยา บนถาดยาย่อมมียา มิทราบยาปรุงจากสมุนไพรชนิดใด ตัวยามีกลิ่นหอมหวาน ทว่ารสชาติทั้งขมฝาดทั้งเผ็ดร้อน

อวี้ฮัวเดินนำสาวใช้ผ่านม่านกั้นห้องมาหยุดอยู่ข้างเตียง นางโบกมือให้สาวใช้วางสิ่งของทั้งหมดไว้บนโต๊ะด้านข้างแล้วออกไป

เมื่อสาวใช้ทั้งสองก้าวออกจากห้องไปแล้ว ประตูห้องจึงปิดลง

อวี้ฮัวยกอ่างใส่น้ำอุ่นมาวางบนเตียง นางนำผ้าอ่อนนุ่มสีขาวจุ่มลงในอ่างแล้วบิดอย่างแผ่วเบา นางค่อยๆ ใช้ผ้าลูบไล้บนใบหน้าบุรุษที่นอนอยูบนเตียงอย่างนุ่มนวล ผืนผ้าอ่อนนุ่มค่อยๆ เคลื่อนมาตามลำตัวของเขา เมื่อสัมผัสถูกรอยโลหิตสีม่วงคล้ำที่หน้าอก ร่างกายเขาจึงสะดุ้งเล็กน้อย

เสียงพร่ำเพ้อลอดผ่านริมฝีปากเขา แผ่วเบาจนคล้ายเป็นเพียงเสียงลมหายใจ

อวี้ฮัวก้มลงฟังเสียง กระทั่งแก้วนวลขาวของนางแทบแนบชิดริมฝีปาก ทว่าเสียงที่นางได้ยินลอดผ่านริมฝีปากเขาคือคำ 'เสี่ยวอิง'

นางเคลื่อนริมฝีปากสีแดงอวบอิ่มมาที่บ้างใบหูเขา กระซิบแผ่วเบา

"ข้าพเจ้าอยู่ที่นี้แล้ว"

สุ้มเสียงเขาคล้ายดังขึ้น แจ่มชัดขึ้น กล่าวถามว่า

"ท่านยังไม่ตาย?"

"ข้าพเจ้ามิอาจตาย"

เปลือกตาของเขาเริ่มขยับเปิดออก ภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นสตรีงดงาม หากมิใช่ผู้ที่เขาต้องการพบเห็น มิต้องการกระทั่งเอ่ยนามของนาง

เขาพลันแตกตื่นลนลาน ยันกายขึ้น ขยับถอยห่างจากนาง ส่งเสียงตวาด

"นางมาร!..."

อวี้ฮัวแย้มยิ้มอ่อนหวาน ทั้งอ่อนหวานทั้งเย้ายวน กล่าวเสียงนุ่มนวล

"ท่านจดจำข้าพเจ้าออก ข้าพเจ้ายินดียิ่ง"

หลี่จิ้งแค่นเสียงเฮอะ กล่าวเสียงเย็นชา

"มาตรว่าร่างท่านมอดไหม้เป็นธุลี ข้าพเจ้าย่อมจดจำท่านออก"

เขาหันมองไปรอบกาย กล่าวถามต่อ

"ที่นี้เป็นสถานที่ใด?"

"ห้องของข้าพเจ้า"

"ท่านไฉนนำข้าพเจ้ามาสถานที่นี้?"

นางมิตอบทันที เพียงขยับกายเข้าใกล้ แล้วเอื้อมมือลูบไล้ใบหน้าเขา เขาคล้ายต้องการหลบเลี่ยง กลับมิหลบ ได้ยินอวี้ฮัวกล่าวตอบว่า

"เนื่องเพราะข้าพเจ้าพึงพอใจท่าน"

นางขยับเข้าใกล้เขาอีกเล็น้อยกล่าวเสริมว่า

"ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านอยู่กับข้าพเจ้า"

หลี่จิ้งยกมือปัดมือนางพ้นห่าง กล่าวถามเสียงแข็งกร้าว

"ท่านพร่ำเพ้อสิ่งใด?"

"สิ่งที่ข้าพเจ้ากล่าว มิใช่พร่ำเพ้อ"

"เช่นนั้น ท่านคงวิปลาส"

อวี้ฮัวหัวร่อขบขันเล็กน้อย เสียงหัวร่อทั้งกังวาลทั้งเย้ายวนน่าหลงใหล

"ข้าพเจ้ามิได้วิปลาส และมิได้วิกลจริต ข้าพเจ้าเพียงพึงพอใจท่าน"

"ท่านมิเกรงข้าพเจ้าจะทำร้ายท่าน?"

"ท่านย่อมมิอาจทำร้ายข้าพเจ้า"

"ข้าพเจ้าย่อมมิเชื่องดุจลูกแมวเด็ดขาด"

"ข้าพเจ้าทราบ?"

"ท่านยังมั่นใจ ข้าพเจ้ามิคิดหยิบกระบี่ทำร้ายท่าน?"

"ข้าพเจ้ามั่นใจ ท่านมิอาจทำร้ายข้าพเจ้า"

"เพราะเหตุใด?"

"ยามนี้ท่านได้รับบาดเจ็บ ย่อมไม่มีเรี่ยวแรงทำร้ายข้าพเจ้า อีกประการ มาตรว่าในมือท่านมีกระบี่ ด้วยฝีมือของท่านเพียงลำพัง ย่อมมิอาจเอาชนะข้าพเจ้า"

ประกายตาของหลี่จิ้งหม่นวูบลง ทุกประการเหล่านี้เขาย่อมทราบดี เขามิอาจต่อสู้เอาชัยนางได้ อวี้ฮัวยังคงแย้มยิ้ม กล่าวสืบไป

"ขอเพียงท่านยินยอมอยู่กับข้าพเจ้า มิว่าประการใด ข้าพเจ้าล้วนเสาะหามาเพื่อท่านได้"

หลี่จิ้งก้มศีรษะลงกล่าวเชื่องช้า

"ข้าพเจ้ายังสามารถปฏิเสธ?"

"ย่อมมิสามารถ"

ผ่านไปเนิ่นนาน อวี้ฮัวจึงยกอ่างน้ำกลับไปวางไว้ที่โต๊ะ เปลี่ยนเป็นยกถาดยากลับมาแล้วกล่าว

"อาการของท่านนับว่ามิสาหัสนัก ดื่มยากอีกสองวัน คาดว่าเรี่ยวแรงของท่านคงกลับคืน"

"ท่านต้องการให้ข้าพเจ้ามีเรี่ยวแรงกลับคืน?"

อวี้ฮัวยื่นถ้วยยาเข้าใกล้ริมฝีปากเขา แย้มยิ้มอีกครากล่าวว่า

"ถูกต้อง"

"เมื่อข้าพเจ้ามีเรี่ยวแรงแล้ว ท่านมิเกรงข้าพเจ้าหลบหนี?"

"ข้าพเจ้ามิเกรง"

"เพราะเหตุใด?"

"ท่านย่อมมิอาจหลบหนีจากสถานที่นี้ได้เด็ดขาด"

"ท่านเห็นว่า ข้าพเจ้ามิอาจฝ่าหมู่มารภายนอกออกไปได้?"

"มิอาจกระทำได้เด็ดขาด"

"ท่านให้พวกมันอยู่ควบคุมข้าพเจ้ามากน้อยเท่าใด?"

"นับร้อย"

"นับร้อย?"

"ถูกต้อง"

"นับว่ามากอยู่"

"เพื่อรั้งให้ท่านอยู่กับข้าพเจ้า มิอาจนับว่ามากมาย"

"ท่านพอใจข้าพเจ้าถึงเพียงนั้น?"

อวี้ฮัวทอดถอนใจเล็กน้อย กล่าวว่า

"เมื่อครู่ข้าพเจ้าพอใจท่านมากมายนัก หากยามนี้ข้าพเจ้าเริ่มไม่พอใจท่านแล้ว"

หลี่จิ้งจ้องมองนาง ดวงตามีแววงุนงงสงสัย นางแย้มยิ้ม แย้มยิ้มจนหยาดเยิ้ม แล้วกล่าวต่อ

"หากท่านมิรีบดื่มยาถ้วยนี้ เกรงข้าพเจ้าคงต้องยกจนเมื่อยตายแล้ว"

###

สายลมเย็นยะเยียบพัดผ่าน... ใบไม้แห้งปลิดปลิวไปพร้อมสายลม สายลมวูบไหวพัดผ่าน... ผืนผ้าแพรพลิ้วไหวไปพร้อมสายลม

หลี่จิ้งยืนอาบแสงจันทร์อยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง แสงจันทร์นวลกระจ่างกระทบต้องใบหน้าเขา ใบหน้าของเขายังคงขาวซีด

เขากำลังครุ่นคิด ครุ่นคิดจนเคร่งเครียด... เขาควรกระทำสิ่งใดต่อไป...

สายลมเย็นยะเยียบพัดผ่านมาอีกระลอก พัดต้องใบหน้าหลี่จิ้งอีกระลอก ใบหน้าของเขายังเย็นยิ่งกว่าสายลม เย็นจนคล้ายเป็นหิมะบนยอดเขาสุดไกล

เขากำลังครุ่นคิด... หลบหนี... การหลบหนีจากสถานที่นี้มิใช่เป็นเรื่องยาก มาตรว่ามารนับร้อยรอคอยอยู่เบื้องล่าง เขายังอาศัยวิชาตัวเบาหลบหนีออกไปได้ หากแต่เมื่อหลบหนีแล้ว ยังสมควรกลับสำนักมังกรเทพอีก?

หากกลับสำนักไยมิใช่นำทางหมู่มารสู่สำนัก?... กลับสำนักมังกรเทพแล้ว ยังมีประโยชน์อันใด?

เจ้าสำนักเฉินมอบหมายให้เขาดูแลคุ้มกันดรุณีน้อยสองนางเพื่อสืบหาผู้มีจิตจอมมาร บัดนี้ภารกิจยังมิอาจลุล่วง กระทั่งยังล้มเหลว เขามิอาจคุ้มครองพวกนางทั้งสองได้ ดังนี้แล้วเขายังสมควรกลับสำนัก?

เมื่อครุ่นคิดถึงดรุณีน้อยทั้งสองนาง สีหน้าของหลี่จิ้งพลันปรากฏแววเจ็บช้ำรันทด ดวงตาเริ่มปรากฏหยาดน้ำเอ่อคลอ มือทั้งสองยิ่งกำแนบแน่น หากมิใช่เล็บมือของเขาตัดสั้นเรียบร้อย มันคงต้องจิกเข้าไปในเนื้อ จิกจนโลหิตหยาดหยดหลั่งไหลเป็นทางแล้ว

จนบัดนี้เขายังมิอาจทราบชะตากรรมของหลี่อวิ๋นซินและเฉินเสี่ยวอิง...

ครุ่นคิดถึงยามนี้ เขากลับต้องการสลัดความคิดทั้งหมด พลางขยับหันกายเดินตรงไปที่เตียงกลมกลางห้อง เขาล้มตัวลงนอนบนผ้าแพรเรียบลื่นคลุมบนขนเป็ดอ่นนุ่ม ต้องการหลับลงสักตื่น หลับให้ช่วงเวลารันทนหดหู่นี้ผ่านพ้นไปโดยเร็ว

... หากเพียงแต่บางครา ช่วงเวลาแห่งความรันทดหดหู่ กลับรู้สึกผ่านไปเชื่อช้าอย่างยิ่ง ทว่าบางครา ช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานรื่นรมย์ กลับผ่านพ้นไปรวดเร็วยิ่ง

ความจริงเขาหวังให้ยามลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกประการจะมลายหายไป เป็นเฉกเช่นความฝัน ทว่ากระทั่งข่มตาลง เขายังมิอาจกระทำได้...

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของเขา ใบหน้างดงามที่มีแววเจ็บปวดของหลี่อวิ๋นซินและเฉินเสี่ยวอิง ยังคงลอยเด่นอยู่ในห้วงคำนึงของเขา

... หากแม้นยามนอนมิอาจข่มตาหลับลงได้ ยามใดมิต้องการคิดคำนึง กลับไม่อาจฝืนบังคับจิตใจให้สงบ ประการเหล่านี้ ไยมิใช่เป็นทุกข์สาหัสอย่างหนึ่งของมนุษย์

สายลมเย็นยะเยียบยังคงพัดผ่านมิหยุดยั้ง ใบไม้แห้งยังคงเกลือกกลิ้งอยู่ในสายลมมิหยุดยั้ง...

ในความมืดมิดแห่งรัตติกาล มิทราบหมู่มารยังออกอาละวาดอยู่หรือไม่? ในค่ำคืนนี้ มิทราบยังต้องสูญเสียชีวิตอีกเท่าใด?

หลี่จิ้งยังคงนอนสงบอยู่บนเตียงอ่อนนุ่ม ทว่าจิตใจเขายังคงพลุ่งพล่าน คล้ายเป็นเปลวเพลิงที่ไม่มีวันมอดดับ

เมื่อถึงยามจอมมารกำเนิด มิทราบชีวิตยังต้องถูกสังเวยอีกมามายปานใด?

ครุ่นคิดถึงยามนี้ เขาคล้ายต้องการทราบ หมู่มารพบจอมมารแล้วหรือไม่...

พลันสายลมเย็นยะเยียบโชยพัดเข้ามาวูบหนึ่ง พัดพาความคิดเข้ามาในหัวเขาวูบหนึ่ง

... เมื่อต้องการทราบเรื่องราวของผู้ใด ไยมิใช่สมควรคลุกคลีอยู่กับคนผู้นั้น เมื่อต้องการทราบความเป็นไปของมาร ไยมิใช่สมควรคลุกคลีอยู่กับมาร!

###

วิกาลคล้อยดึก... สายลมคล้ายหยุดพัดไปแล้ว

เงียบสงัด... วิกาลยิ่งดึก ยิ่งเงียบสงัด ทั่วทั้งผืนดินผืนฟ้า คล้ายมีเพียงเสียงลมหายใจ

หลี่จิ้งยังคงนอนสงบอยู่บนเตียง หากแต่ดวงตาของเขายังคงแจ่มใส

เบื้องนอกคล้ายมีเสียงฝีเท้าคนผู้หนึ่ง หลี่จิ้งเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้า...

เสียงฝีเท้าเบาอย่างยิ่ง ก้าวเชื่องช้าอย่างยิ่ง การก้าวเดินเช่นนี้ เขาคล้ายเคยได้ยินมาก่อน

... เป็นนางมารบุปผาหยก

เสียงฝีเท้าหยุดอยู่ที่หน้าประตูแล้ว ประตูพลันเปิดออก หลี่จิ้งกลับแสร้งหลับตาลงทันที

อวี้ฮัวเดินเชื่องช้าผ่านม่านกั้นห้องเข้ามา นางหยุดยืนอยู่ที่ข้างเตียง แย้มยิ้มอย่างพอใจ นางก้าวขึ้นเตียง ทอดตัวลงที่ข้างกายหลี่จิ้ง ท่อนแขนเรียวงามราวเหง้าบัวพาดที่ลำตัวเขา นิ้วเรียวงามดุจลำเทียนลูบไล้ไปตามร่างกายเขา

ราตรีเงียบสงัดปานนี้ นางคล้ายได้รับสิ่งที่ปรารถนามาเนิ่นนาน...

###

 

ทักทาย

คุณ superJ >> ขอบคุณเช่นกันขอรับ... คารวะด้วยหนึ่งป๋อง ^^

คุณ Nattee >> ช้าๆ ได้กระบี่เล่มงามนะขอรับ 555... ใจเย็นไว้ขอรับ ช่วงนี้ข้าพเจ้ามีงานท่วมศีรษะ คงต้องค่อยเป็นค่อยไป ต้องขออภัยอย่างยิ่ง

คุณบัณฑิตเมามาย >> วางโครงเรื่องไว้ถึงตอนจบแล้ว คาดว่าเขียนจบอย่างแน่นอนขอรับ




ขอเชิญเข้ามาพูดคุยร่วมแสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกับกระทู้นี้ได้เลยนะคะ...


ความเห็นที่ 1 ...โดย   Nattee

เย้ๆ มาอ่านคนแรกเลยครับ ขอบคุณค้าบผมที่มาอัพแล้ว

ผมชอบการใช้สำนวนของคุณหลิวหยงซื่อจังครับ

อ่านแล้วไหลลื่นดี จะติดตามต่อไป

ปล.พระเอกเรื่องนี้คือ จอมมาร หรือหลี่จิ้งอะ



05 ต.ค. 49 21:55:18 น.  203.144.143.11

ความเห็นที่ 2 ...โดย   superj

หลี่จิ้ง...โดนนางมาร xxx แล้ว คงเป็นพระเอกไม่ได้อ่ะ..คิดว่านะ...ฮาฮา

พระเอกต้องบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นยองใยไม่มีมือหญิงใดมากร่ำกรายสิ...ฮาฮา...(ล้อเล่นน๊า)

ขอบคุณสำหรับงานดี ๆครับ...ใครเป็นพระเอก ชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้ว แต่แน่ๆ

ไม่ใช่ประกาศิตหลี่จิ้งอ่ะ...อิอิ



07 ต.ค. 49 17:13:26 น.  172.191.114.14

ความเห็นที่ 3 ...โดย   fgkuyo
ดีมวก

04 ก.ย. 50 14:36:56 น.  ytkuyipio  125.27.112.158

ความเห็นที่ 4 ...โดย   montree

ขอบคุณๆๆๆๆ ติดตามตลอดเวลา



20 ก.ค. 52 08:46:58 น.  montree@mcp.ac.th  202.129.32.178

ส่งความเห็นของคุณ
จาก :
email :
   
Forecolor
Link
Image
Emotions
HR
Cut
Copy
Paste
Bold
Italic
Underline
Image
Image
Image
Justify Left
Center
Justify Right
Ordered List
Unordered List
Decrease Indent
Increase Indent


 
New Page 3

WebBoard Designed By http://www.jj-book.com

For Admin Only