ลานเสวนาประสาชาวยุทธ

 

ประกาศิตจอมมาร ๘ พี่น้องพานพบ  

 

26 ธันวาคม 2549 22:00:40 น.

.. โดย..

หลิวหย่งซื่อ  (นักรบ)



สุขสันต์วันคริสต์มาส และ สวัสดีปีใหม่ขอรับ
ก่อนอื่นต้องขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดลบันดาลให้ชาวเจเจทุกท่าน มีความสุข สมปรารถนาทุกประการนะขอรับ (ต้องประจบเอาใจไว้ก่อน เพราะมาแปะช้าอีกแล้ว ^^')

ตอนที่ ๑ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=3044
ตอนที่ ๒ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=3131
ตอนที่ ๓ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=166
ตอนที่ ๔ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=170
ตอนที่ ๕ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=181
ตอนที่ ๖ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=186
ตอนที่ ๗ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=209

หลิวหย่งซื่อ (นักรบ)

###

 

ประกาศิตจอมมาร ๘ พี่น้องพานพบ

เมื่อมีชีวิตย่อมมีความรู้สึก ความรู้สึกกำหนดสุขทุกข์ หากเพียงความสุขมักผ่านไปรวดเร็วยิ่ง ความทุกข์มักคงอยู่ยืนยาวยิ่ง เมื่อเป็นดังนี้แล้ว การมีชีวิต... ไฉนมิใช่เป็นทุกข์ใหญ่หลวงของมนุษย์

###

ดวงดาวมิว่าดาษดื่นทั่วผืนฟ้าปานใด ยังมิอาจเทียบเท่าแสงจันทราเพียงดวงเดียว ราตรียามไร้จันทรามิเพียงมืดมนอนธการ ยังเงียบเหงา เวิ้งว้าง หม่นหมอง

ดวงตาหลี่อวิ๋นซินยามนี้คล้ายราตรีไร้จันทรา... มืดมนอนธการ เงียบเหงา เวิ้งว้าง หม่นหมอง

นางนั่งนิ่งอยู่ที่เตียง ทอดสายตาเหม่อมองออกไปในความมืดมิด

ท่ามกลางความมืดมิด คล้ายมีเสียงสายลมหวีดหวิวน่าสะพรึงกลัว สายลมยามพัดผ่านหน้าต่าง พลันปรากฏเงาร่างสายหนึ่งวูบไหวผ่านไป

หลี่อวิ๋นซินเห็นเงาร่างนั้นแล้ว... นางคิดใคร่กระโจนออกตามติด ทว่ากลับชะงักเท้าไว้ คล้ายมีความคิดหนึ่งวูบเข้าในสมอง

นางกลับหันกาย สะอึกปราดไปที่โต๊ะกลางห้อง เป่าเทียนไขดับวูบลง แล้วจึงถลันกายไปถึงเตียง ล้มตัวลงบนเตียง คลี่ผ้าห่มคลุมร่าง แสร้งหลับตาลง

ครู่หนึ่ง เงาร่างสายเดิมพลันปรากฏขึ้นอีกครา... เป็นเงาร่างบอบบางอ้อนแอ้นสายหนึ่ง พุ่งผ่านหน้าต่างเข้ามาอย่างแผ่วเบา เงียบงัน

หลี่อวิ๋นซินยังคงหลับตา คล้ายรับรู้ คล้ายมิรับรู้

เงาร่างบอบบางอ้อนแอ้นสายนั้นมาหยุดยืนที่ข้างเตียง พลันหัวร่อสุ้มเสียงสดใส

"ทารกหนอทารก... เห็นข้าพเจ้าเป็นตัวโง่งมหรือกระไร จึงมิทราบพฤติการณ์ของท่าน?"

นางพลันขยับกายขึ้นนั่ง แค่นเสียงกล่าว

"ที่แท้เป็นท่าน"

"เป็นข้าพเจ้าเอง"

ร่างบอบบางอ้อนแอ้นขยับเข้าใกล้นางแล้วกล่าวต่อ

"ท่านจงอย่าคิดใช้อาวุธลับในยามนี้..."

ร่างนั้นขยับเข้าใกล้นางอีกเล็กน้อยจึงกล่าวเสียงนุ่มนวล

"ทางที่ดี จงติดตามข้าพเจ้ามาโดยว่าง่าย"

หลี่อวิ๋นซินต้องงุนงงวูบ ส่งเสียงถาม

"ท่านจะนำข้าพเจ้าไปที่ใด?"

"ที่ที่ท่านสามารถพบบุคคลผู้หนึ่ง"

หลี่อวิ๋นซินขมวดคิ้วแนบแน่น ในดวงตากลมโตพลันมีประกาย นางมิทันจะกล่าวประการใด ร่างบอบบางอ้อนแอ้นสายนั้นพลันพุ่งปราดออกไปทางหน้าต่าง หลี่อวิ๋นซินจึงกระโจนออกติดตาม

###

ในความมืดมนอนธการ ปรากฏเงาร่างสายหนึ่งวูบไหวไปมา ดรุณีน้อยนางหนึ่ง ไล่กวดตามติดเงาร่างนั้น

ในความมืดมนอนธการ ยังมีแสงโคมสว่างไสวอยู่จุดหนึ่ง โคมไฟแกว่งไกวไปมา ผู้ถือโคมก้าวเดินไปมา...

ผู้ถือโคมเป็นบุรุษผู้หนึ่ง ใบหน้าสุขุมเรียบร้อยยิ่ง หากมือทั้งสองกลับชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ ดวงตาเขาก็มีแววกังวลร้อนรนอย่างยิ่ง เขากังวลต่อสิ่งใด?...

เขาเองเป็นผู้เรียกร้องต้องการพบหลี่อวิ๋นซิน ต่อเมื่อนางมารบุปผาหยกตกปากรับคำ จะพานางมาพบเขาในค่ำคืนนี้ เขายังต้องกังวลสิ่งใด?...

เวลานั้น อวี้ฮัวพลันพลิกกายร่วงหล่นลงเบื้องหน้าเขาแล้ว หลี่จิ้งพลันเร่งร้อน กล่าวถามนางว่า

"หลี่อวิ๋นซินอยู่ที่ใด?"

อวี้ฮัวแสร้งทอดถอนใจ ส่งเสียงกล่าว

"ท่านพบเห็นข้าพเจ้า กลับมิถามข้าพเจ้าเป็นอย่างไร เพียงถามถึงแต่นาง"

หลี่จิ้งมิกล่าวตอบ เพียงสะบัดหันไปทางอื่นเสีย อวี้ฮัวกล่าวต่อ

"ท่านสมควรทราบ... ข้าพเจ้ามิเคยกระทำการใดผิดพลาดมาก่อน คราครั้งนี้ก็ไม่เว้น"

นางกล่าวจบ พลันปรากฏเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา เป็นเสียงก้าวย่างละเอียดยิ่ง ระมัดระวังยิ่ง

เสียงฝีเท้าเมื่อใกล้เข้ามา พลันปรากฏร่างดรุณีน้อยนางหนึ่ง เป็นดรุณีน้อยดวงตากลมโตนางหนึ่ง ต่อเมื่อนางเห็นหลี่จิ้ง ดวงตางนางยิ่งเบิกกว้าง ยิ่งเป็นประกาย รอยลักยิ้มที่แก้มซ้ายคล้ายยิ่งบุ๋มลึก

ดวงตาหลี่จิ้งก็เป็นประกาย ที่มุมปากก็คล้ายมีรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน

ทว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับหลี่อวิ๋นซินทั้งหมด กลับกลายเป็นสุขุมยิ่ง รอบคอบยิ่ง ระแวดระวังยิ่ง... นางพลันกล่าวถาม สุ้มเสียงแข็งกร้าว!

"เป็นท่านจริงๆ..."

รอยยิ้มของหลี่จิ้งพลันชะงักค้าง ใบหน้าคล้ายชาแข็งไป กล่าวตอบว่า

"เป็นเราจริงๆ"

"ท่านพี่เมื่อมีชีวิตอยู่ เหตุใดจึงยังอยู่กับมาร?"

หลี่จิ้งเหลือบมองอวี้ฮัวเล็กน้อย แล้วกล่าว

"น้องเราคิดเห็น... เราสามารถหลบหนีได้โดยง่าย?"

สีหน้าหลี่อวิ๋นซินหม่นหมองลง ประกายตาเมื่อครู่คล้ายเลือนหายไปหมดสิ้น นางรำพันเบาๆ

"ท่านพี่มิอาจหลบหนี ข้าพเจ้าก็มิอาจช่วยท่านหลบหนี..."

หลี่จิ้งได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวว่า

"ดังนั้นเราจึงมีความคิดอย่างหนึ่ง"

"ความคิดใด?"

"น้องเรามาอยู่ร่วมกับเรา..."

ดวงตาหลี่อวิ๋นซินเบิกกว้างอีกครา มิใช่เพราะดีใจ หากเป็นเนื่องเพราะนางมิอาจเชื่อหูของนางเอง... นางคล้ายได้ยินเสียงร่ำเรียกจากอเวจีก็ปาน!

หลี่จิ้งยังคงกล่าวต่อ

"คล้อยตามหมู่มาร อยู่ร่วมกับเรา... เจ้าเป็นสายเลือดเพียงผู้เดียวของเรา สมควรอยู่กับเรา มีอันใดไม่ถูกต้อง?"

หลี่อวิ๋นซินคล้ายชาแข็งไปทั้งร่าง นางมองเห็น บุรุษเบื้องหน้าคล้ายเป็นบุรุษแปลกหน้าไป นางมองเห็น บุรุษแปลกหน้า กลับมีใบหน้าคล้ายพี่ชายนาง บุรุษผู้กำลังยืนเคียงข้างนางมารบุปผาหยก หรือบุรุษผู้นี้เป็นมาร?...

... ทว่าความจริงเขามิใช่มาร ยังมิใช่เป็นบุรุษแปลกหน้า เขาความจริงเป็นพี่ชายนาง เป็นหลี่จิ้งจริงๆ

หลี่จิ้งสืบเท้าเข้าใกล้นางก้าวหนึ่ง นางก้าวถอยห่างออกไปก้าวหนึ่ง...

หลี่จิ้งทอดถอนใจ กล่าวว่า

"จากกันเนิ่นนาน พบกันอีกครา น้องเรากลับมิไว้วางใจเรา กลับมองเห็นเราเป็นศัตรู..."

หลี่อวิ๋นซินยามนี้คล้ายถูกมือใหญ่ที่มองไม่เห็นบีบรัดลำคอไว้ วาจาที่ต้องการกล่าว กลับมิอาจกล่าวออกมาได้

ยามผิดหวังสับสน ยังสามารถกล่าวกระไรได้?

ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุด นางเค่นเสียงกล่าวช้าๆ

"ข้าพเจ้าย่อมมิอาจมองเห็นท่านพี่เป็นศัตรู หากเข้าพเจ้าก็มิอาจเข้ากับศัตรูได้เช่นกัน"

นางพลันหันกาย คิดสืบเท้ากลับโดยเร็ว ทว่ามิอาจรวดเร็วพอ มือใหญ่ที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อสามารถคว้าท่อนแขนนางไว้ได้ นางพลันชะงักค้าง หันมองกับไปที่หลี่จิ้ง มองไปที่ดวงตาของเขา ดวงตาคู่นั้นยังคงปรากฏแววกังวงอย่างยิ่ง

นางพลันมองเห็น ดวงตานี้ยังคงเป็นของพี่ชายนาง... นางพลันรู้สึก มือข้างนี้มิใช่มือของผู้อื่นอย่างแน่นอน

สายลมกรรโชกพัดผ่าน พัดพาเอาความสว่างไสวไปพร้อมกับสายลม โคมไฟวูบดับแสงลง จิตใจผู้คนยังคงสับสน

เรื่องราวมากหลายในโลกมิอาจคาดเดา เมื่อต้องประสบเรื่องราวเหล่านั้น จิตใจย่อมสับสน

หลี่จิ้งคลายมือที่กำท่อนแขนนั้นออกแล้ว หลี่อวิ๋นซินย่อมเป็นอิสระ... หากแต่จิตใจนางกลับคล้ายถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนใหญ่เป็นพิเศษ หนักเป็นพิเศษ แข็งแรงเป็นพิเศษ

นางค่อยๆ สืบเท้าก้าวออกไปช้าๆ ก้าวห่างออกไปทีละน้อย อวี้ฮัวขยับกายคิดใคร่ติดตามนางกลับมา ทว่าหลี่จิ้งกลับรั้งนางไว้ กล่าวเชื่องช้า

"ปล่อยนาง... ปล่อยนางกลับไป"

หลี่จิ้งมองตามหลังนาง ร่างหลี่อวิ๋นซินค่อยๆ หายลับไปในความมืด ดวงตาของเขาก็คล้ายแลเห็นเพียงความมืดมิด เขาคล้ายตกอยู่ในความมืดมิดไปจริงๆ

###

ประตูเหล็กสีแดงสูงใหญ่น่าเกรงขาม ที่มุมทั้งสองด้านเหนือบานประตูประดับโคมแดงคู่หนึ่ง แสงโคมเป็นสีแดงคล้ายเป็นดวงตามังกรคู่หนึ่ง

แสงโคมสาดส่องต้องแผ่นป้ายใหญ่เหนือบานประตู พื้นป้ายก็เป็นสีแดง บนแผ่นป้ายสลักอักษรสีทอง อ่านได้ว่า 'สำนักมักกรเทพ'

ที่ข้างบานประตูทั้งสองด้านก็มีแผ่นป้ายเช่นกัน แผ่นป้ายด้านซ้ายสลักคำ 'ช่วยเหลือมวลมนุษย์' แผ่นป้ายด้านขวาสลักคำ 'ขจัดหมู่มารร้าย'...

หลี่อวิ๋นซินกำลังก้าวเดิน นางก้าวเดินเชื่องช้ายิ่ง แต่ละก้าวของนางคล้ายถูกพันธนาการด้วยลูกเหล็กขนาดใหญ่ ยิ่งเข้าใกล้ประตูเหล็ก เท้านางคล้ายยิ่งถูกพันธนาการแน่นหนา

นางหยุดยืนที่หน้าประตู เหม่อมองแผ่นป้ายสีแดงเนิ่นนาน ประตูเหล็กพลันถูกผลักเปิดออก...

เจ้าสำนักเฉินก้าวออกมาด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย สีหน้าท่านยังเปื้อนรอยยิ้ม เป็นรอยยิ้มอบอุ่นนุ่มนวลนัก

เบื้องหลังท่านเป็นจางหย่ง จางหย่งเป็นผู้เปิดประตูต้อนรับนางเอง

หลี่อวิ๋นซินยามนี้คล้ายลูกนกโดดเดี่ยว ยิ่งโดดเดี่ยวยิ่งหนาวเหน็บ นางกล่าวในลำคอเบาๆ

"ท่านปู่..."

เจ้าสำนักเฉินยังคงแย้มยิ้ม ยิ่งแย้มยิ้มรอยยิ้มยิ่งอบอุ่น...

ทั่วแผ่นดิน ยังมียิ้มใดอบอุ่นยิ่งกว่ายิ้มของบุพการี?

เจ้าสำนักเฉินก้าวเข้าใกล้นางเล็กน้อย กล่าวเสียงนุ่มนวล

"เจ้าคงเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่งแล้ว เข้ามาพักผ่อนเสียเถิด"

"ท่านปู่... ข้าพเจ้ามีข้อกังขาหลายประการ"

เจ้าสำนักเฉินแย้มยิ้ม ดวงตาท่านคล้ายมีประกาย กล่าวว่า

"ด้านนอกนี้หนาวเหน็บ น้ำค้างยิ่งลงแรง เจ้ายังมิทันหายเป็นปกติ เข้ามาหารือด้านในนี้เถิด"

เจ้าสำนักเฉินหันกาย ก้าวผ่านประตูไป หลี่อวิ๋นซินยังคงยืนนิ่ง ก้มศีรษะต่ำ คิ้วเรียวงามยังคงขมวดแน่น ดวงตานางยังคงเต็มไปด้วยความคิด ตราบจนได้ยินเสียงจางหย่งเรียกแผ่วเบา นางจึงก้มศีรษะต่ำ เดินผ่านประตูใหญ่ ผ่านจางหย่ง ตามเจ้าสำนักเฉินเข้าไป

###

ห้องโถงยามวิกาลช่างมืดมิด มืดมิดกระทั่งมิอาจมองเห็นภาพวาดมังกรบนผนัง

บัดนี้ตะเกียงน้อยที่แขวนอยู่มุมห้องถูกจุดขึ้นดวงหนึ่ง ภาพมังกรจึงปรากฏ เปลวเพลิงสั่นไหววูบวาบ เงาคนก็สั่นไหววูบวาบ เงาคนทาบอยู่บนภาพมังกร

เงาคนมีเพียงสามเงา ในห้องมีเพียงสามคน...

หลี่อวิ๋นซินยังคงก้มศีรษะต่ำ เจ้าสำนักเฉินยืนเอามือไพล่หลัง เหม่อมองภาพวาดมังกร ท่านคล้ายมอง กลับมิได้มอง...

ผ่านไปเนิ่นนานท่านจึงเริ่มกล่าว มิทราบกล่าวแก่ผู้ใด ท่านกล่าวว่า

"ยามครุ่นคิด หาใช่เพียงครุ่นคิด หากต้องพินิจพิเคราะห์..."

ท่านหยุดเล็กน้อย เหลือบมองหลี่อวิ๋นซินแล้วแย้มยิ้ม หลี่อวิ๋นซินยามนี้มิได้ก้มศีรษะต่ำแล้ว สายตานางกำลังจับจ้องอยู่ที่เจ้าสำนักเฉิน ท่านผู้เฒ่าจึงกล่าวสืบต่อ

"เจ้าจงอาศัยปัจจัยที่มี พิเคราะห์เหตุให้เห็นผล พิเคราะห์ผลให้เห็นเหตุ"

ดวงตานางคล้ายมีประกายขึ้นเล็กน้อย

"ข้าพเจ้าทราบ... ท่านปู่ ด้วยนิสัยท่านพี่ย่อมไม่ต้องการเข้ากับมาร ยิ่งไม่ต้องการให้ข้าพเจ้าข้องเกี่ยวกับมาร"

เจ้าสำนักเฉินผงกศีรษะ หลี่อวิ๋นซินกล่าวต่อ

"หากท่านพี่บอกกล่าวให้ข้าพเจ้าเข้ากับมาร ย่อมต้องเป็นเพื่อเหตุผลบางประการ..."

จางหย่งกล่าวถามว่า

"เป็นเหตุผลประการใด?"

เจ้าสำนักเฉินอธิบายว่า

"ทั่วแผ่นดิน บุคคลที่หลี่จิ้งรักใคร่ห่วงใยมากที่สุดย่อมต้องเป็นหลี่อวิ๋นซิน สายเลือดเพียงผู้เดียวของมัน หากมันคิดเข้ากับมาร มันสมควรชักชวนผู้ใดเข้าร่วมด้วย?"

"ย่อมต้องเป็นนาง"

เจ้าสำนักเฉินผงกศีรษะคราหนึ่ง จางหย่งกล่าวถามต่อ

"ทว่าศิษย์พี่ใหญ่ย่อมทราบ ศิษย์พี่รองต้องไม่ยินยอมเข้ากับมาร แล้วเหตุใดศิษย์พี่ใหญ่จึงยังชักชวนนาง?"

หลี่อวิ๋นซินชิงกล่าวตอบ

"เนื่องเพราะท่านพี่ทราบดี ดังนั้นจึงชักชวนข้าพเจ้า เพียงเพื่อต้องการล่อหลอกให้นางมารไว้วางใจ เพื่อให้นางคาดคิดว่าท่านพี่เข้ากับพวกมันจริงๆ"

เจ้าสำนักเฉินแสร้งถามต่อ

"เหตุใดมันจึงต้องการให้นางมารคาดคิดเช่นนั้น?"

"บุคคลเมื่อไว้วางใจผู้ใด ย่อมบ่งบอกความลับของตนต่อบุคคลผู้นั้น... ประการนี้ มาตรว่าเป็นมารก็มิอาจละเว้น"

จางหย่งกล่าวต่อ

"ศิษย์พี่ใหญ่ให้นางมารนำศิษย์พี่รองไปพบ หาได้เพียงเพราะต้องการให้นางไว้วางใจอย่างเดียวไม่ หากจงใจให้ศิษย์พี่รองรับรู้เจตนาประการนี้ เป็นการบ่งบอกแผนการต่อศิษย์พี่รอง เนื่องเพราะศิษย์พี่รองย่อมทราบอุปนิสัยศิษย์พี่ใหญ่ ย่อมเข้าใจความคิดเห็นของศิษย์พี่ใหญ่"

เจ้าสำนักเฉินผงกศีรษะอีกครา หลี่อวิ๋นซินกล่าวว่า

"ท่านปู่... ข้าพเจ้ายังคงกังขาอีกสองประการ"

"ประการใด?"

"ประการแรก ข้าพเจ้าเห็นว่า เพียงเท่านี้ นางมารย่อมยังมิอาจไว้วางใจท่านพี่ จนกระทั่งยินยอมบอกความลับทั้งมวลต่อท่านพี่..."

เจ้าสำนักเฉินผงกศีรษะ เป็นเชิงยอมรับ จางหย่งกล่าวถามต่อ

"อีกประการหนึ่ง?"

"อีกประการ คราหน้า หากท่านพี่ต้องการติดต่อกับข้าพเจ้าอีก มิทราบจะสามารถกระทำได้อย่างไร?"

เจ้าสำนักเฉินกล่าวตอบ

"ทั่วแผ่นดิน มิว่าปัญหาใด ย่อมต้องมีหนทางแก้ไข มิว่าประการใดมิอาจเกินกำลังมนุษย์ขบคิดได้ ขอเพียงเจ้าขบคิดหาหาทางที่ดีที่สุดได้เท่านั้น..."

###

 

ทักทาย

คุณ superj >> เย่ย!... ขอบคุณที่ติดตามเช่นกันขอรับ

คุณ Nattee >> ขอบคุณเช่นกันขอรับ และต้องขออภัยอย่างยิ่งที่มาแปะช้ามากๆ (โขกศีรษะสามโป๊ก)




ขอเชิญเข้ามาพูดคุยร่วมแสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกับกระทู้นี้ได้เลยนะคะ...


ความเห็นที่ 1 ...โดย   Nattee

ขอบคุณครับ มาอ่านแล้วว

ไม่ต้องโขกศีรษะหรอกครับ ไม่ว่ากันอยู่แล้ว(จะพยายามไม่ว่านะ) "v"



07 ม.ค. 50 22:07:42 น.  203.144.160.246

ความเห็นที่ 2 ...โดย   เด็กตาดำๆ
ขอถามหน่อยสิคับ มีใครพอรู้บ้างว่า นิยายกำลังภายในเกาหลี ที่พระเอกเป็นฮ่องเต้ แล้วตกยาก จนได้มาเอาวิญญาณ อสูรฟ้ากับหลวงจีน เข้าร่างตัวเอง ชื่อเรื่องอะไรอะคับ

12 ม.ค. 50 14:42:26 น.  203.144.160.251

ความเห็นที่ 3 ...โดย   นอนดูดาว

จาก คห.ที่ 2 น่าจะเป็นเรื่องประกาศฺตจอมราชันย์น่ะครับ



20 ก.พ. 50 20:45:41 น.  210.203.186.133

ความเห็นที่ 4 ...โดย   ไผ
สุดยอด

09 ส.ค. 51 15:09:08 น.  140.114.202.52

ส่งความเห็นของคุณ
จาก :
email :
   
Forecolor
Link
Image
Emotions
HR
Cut
Copy
Paste
Bold
Italic
Underline
Image
Image
Image
Justify Left
Center
Justify Right
Ordered List
Unordered List
Decrease Indent
Increase Indent


 
New Page 3

WebBoard Designed By http://www.jj-book.com

For Admin Only