ลานเสวนาประสาชาวยุทธ

 

ประกาศิตจอมมาร ๙ บุรุษเดียวดาย  

 

09 มีนาคม 2550 19:50:23 น.

 125.25.156.23

.. โดย..

หลิวหย่งซื่อ



แอบแง้มประตูมาดูก่อนว่ามีอะไรรอขว้างมารึเปล่า เนื่องจากคราวนี้หายไปนานจริงๆ ต้องขออภัยท่านผู้อ่านอย่างยิ่งขอรับ ^^'
เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เริ่มกันด้วยการทบทวนตอนเก่าๆ ก่อนเลยดีกว่า

ตอนที่ ๑ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=3044
ตอนที่ ๒ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=3131
ตอนที่ ๓ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=166
ตอนที่ ๔ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=170
ตอนที่ ๕ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=181
ตอนที่ ๖ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=186
ตอนที่ ๗ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=209
ตอนที่ ๘ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=215

หลิวหย่งซื่อ (นักรบ)

###

 

ประกาศิตจอมมาร ๙ บุรุษเดียวดาย

ผืนฟ้ายามราตรี มาตรว่าแสงจันทรากระจ่างสุกใส กลับมิอาจปัดเป่าความมืดมิดได้หมดสิ้น หากแต่แสงดารากลับสามารถปรากฏให้เห็นงดงามดาษดื่นทั่วผืนฟ้า ทว่ายามเมื่อทิวามาเยือน มีเพียงดวงตะวันเปล่งรัศมีบดบังแสงดาราหมดสิ้น เป็นเพียงดวงตะวันโดดเดี่ยวอยู่กลางหาว

###

แสงตะวันร้อนแรงยิ่ง ทว่าแสงตะวันเจิดจ้ารุนแรง กลับมิอาจปัดเป่าความมืดมิดได้หมดสิ้น

เนื่องเพราะสถานที่นี้เป็นถ้ำ เป็นเพียงถ้ำหิน เป็นถ้ำหินอันมืดครึ้ม

ถ้ำหินแห่งนี้มิได้พิเศษกว่าถ้ำหินอื่น มิได้วิจิตรงดงามกว่าถ้ำหินใด หากแต่ถ้ำหินแห่งนี้อยู่ใต้หน้าผาสูงชัน ทั้งยังสูงจากพื้นหินกรวดเบื้องล่างมากมายเกินกว่าบุคคลธรรมดาสามารถปีนป่ายได้ถึง

เบื้องบนเหนือขึ้นไปจากหน้าผาสูงชันเป็นป่า ป่าที่มีใบไม้แห้งร่วงหล่นตลอดปี... ป่าเหมันต์

... หลายวันก่อน เฉินเสี่ยวอิงร่วมกับหลี่จิ้งและหลี่อวิ๋นซิน ต่อสู้กับนางมารบุปผาหยก เฉินเสี่ยวอิงถูกนางมารซัดตกจากหน้าผาหายสาบสูญ กระทั่งปัดนี้ยังมิมีผู้ใดพบเห็นนาง มิอาจพบเห็นกระทั่งร่องรอยโลหิตของนาง...

บัดนี้ภายในถ้ำหินที่ไม่สมควรมีบุคคลใดเข้าถึงกลับคล้ายถูกปัดกวาดจนสะอาด คล้ายเป็นที่พำนักอันเงียบสงบ

ภายในถ้ำหินเย็นยะเยียบ... เนื่องเพราะผนังถ้ำประกอบด้วยหินหยกขาว ภายในถ้ำจึงเย็นยะเยียบ

ที่กลางถ้ำเป็นเตียงหินหยก พื้นเตียงถูกขัดไว้เรียบร้อยอย่างยิ่ง หากแต่พื้นเตียงก็เย็นยะเยียบ...

พื้นเตียงเย็นยะเยียบคล้ายมิสมควรใช้หลับนอน ทว่าบนเตียงกลับมีร่างหนึ่งทอดนอนสงบนิ่ง... เป็นร่างดรุณีน้อยโฉมสะคราญนางหนึ่ง

โฉมสะคราญใบหน้าซีดขาวไร้โลหิต ริมฝีปากนางยิ่งขาวซีด ร่างของนางยังเย็นยะเยียบ คล้ายเป็นร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่ง!

นางคล้ายเป็นร่างไร้วิญญาณซึ่งถูกความเย็นจากหินหยกขาวเก็บรักษาไว้มิให้เน่าเปื่อย

ทว่าความจริง นางมิใช่ร่างไร้วิญญาณ... นางยังมีชีพจร กระทั่งยังมีลมหายใจ มาตรว่าชีพจรของนางอ่อนล้าอย่างยิ่ง ลมหายใจของนางก็ยังแผ่วเบา หากแต่นางย่อมยังมิใช่ร่างไร้วิญญาณเด็ดขาด เนี่องเพราะร่างไร้วิญญาญย่อมไร้ซึ่งชีพจร ย่อมไร้ซึ่งลมหายใจ กระทั่งต้องมิอาจขยับนิ้วได้เด็ดขาด

ยามนี้นิ้วของนางเริ่มขยับแล้ว นิ้วเรียวงามกลมกลึงขยับงอเข้าเล็กน้อย พลันชีพจรเริ่มเต้นถี่เร็วขึ้น ทรวงอกของนางก็กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ

ชั่วครู่ดวงตานางจึงค่อยๆ เปิดออกช้าๆ เป็นดวงตางดงามสดใส เป็นดวงตาที่มีประกายคมกล้าดุจเหยี่ยว...

นางกลอกตามองไปมาโดยรอบ ภายในถ้ำหินกลับมีนางเพียงผู้เดียว...

นางขยับกายลุกออกจากเตียงหิน ทว่าร่างกายนางยังบอบช้ำสาหัส มิอาจประคองตนไว้ได้นาน จึงทรุดลงกับพื้นอีกครา

นางพลันรู้สึกเจ็บปวดทั่วร่าง คล้ายร่างกายพลันจะแหลกสลาย ราวกับร่างกายแทบฉีกขาดแยกจากกัน

นางทราบ นางบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้กับมารบุปผาหยก... นางทราบ นางถูกนางมารบุปผาหยกซัดตกจากหน้าผา

หากแต่ยามนี้นางไม่ทราบ นางอยู่ในสถานที่ใด? นางอยู่ในสถานที่นี้ได้อย่างไร?

เฉินเสี่ยวอิงนิ่งงัน นึกทบทวนเหตุการณ์หลังจากนั้น ทว่าตัวนางคล้ายหลุดลอยไปอีกโลกหนึ่ง ไม่สามารถรับรู้เรื่องราวที่เกิดกับตนเองได้

ผ่านไปเนิ่นนาน เฉินเสี่ยวอิงจึงค่อยๆ ยันร่างขึ้นจากพื้นอีกครา เอื้มมือไขว่คว้ากำแพงหินเย็นยะเยียบ อาศัยกำแพงหินประคองร่างลุกเดินออกไปยังปากถ้ำอย่างทุลักทุเล

###

แสงแดดยังคงร้อนแรง...

แสงแดดร้อนแรงสาดส่องลงมายังปากถ้ำ สาดส่องต้องบุรุษผู้หนึ่งที่ปากถ้ำ ตลอดร่างบุรุษผู้นี้ล้วนปกปิดมิดชิดด้วยเสื้อคลุม...

เสื้อคลุมสีแดงสดพัดปลิวอยู่ในสายลม คล้ายเป็นโลหิตฉีดกระจายอยู่ในอากาศ

บุรุษผู้นี้ยืนสงบนิ่งอยู่ที่ปากถ้ำ เนิ่นนานยังไม่ขยับเคลื่อนไหวแม้สักเล็กน้อย

เฉินเสี่ยวอิงอาศัยเกาะยันผนังถ้ำประคองร่างมาจนถึงปากถ้ำ นางหยุดหอบหายใจอยู่ที่นั่นครู่หนึ่ง จับสายตาจ้องมองอยู่ที่เสื้อคลุมสีแดง

นางจับจ้องมองเขา ทว่าบุรุษผู้นี้กลับคล้ายมิทราบ เขายังคงยืนสงบนิ่ง

ผ่านไปเนิ่นนาน เฉินเสี่ยวอิงรวบรวมเรี่ยวแรงเพียงน้อยนิด ส่งเสียงสั่นเครือ

"ท่าน... ท่านช่วยชีวิตข้าพเจ้า?"

บุรุษเสื้อคลุมแดงมิกล่าวคำ เขายังคงยืนสงบนิ่งอยู่เช่นเดิม

เฉินเสี่ยวอิงเริ่มหอบหายใจหนักยิ่งขึ้น เรี่ยวแรงน้อยนิดของนางถดถอยไปหลายส่วน กระทั่งมิอาจประคองร่างไว้ได้อีกต่อไป พลันร่างของนางทรุดลงกับพื้นอีกครา

บุรุษเสื้อคลุมแดงยังคงยืนสงบนิ่ง สงบนิ่งคล้ายเป็นศิลา... เป็นศิลาที่ไร้หัวใจ

ผ่านไปอีกชั่วครู่ ร่างของเขาจึงคล้ายศิลาต้องมนต์ มีชีวิตขึ้น เริ่มเอื้อนเอ่ยวาจา

"ท่านสมควรกลับเข้าไปพักผ่อน"

เฉินเสี่ยวอิงหอบหายใจหนัก กล่าวถามอีกครา

"ท่าน... ท่านช่วยชีวิตข้าพเจ้า?"

บุรุษเสื้อคลุมแดงมิกล่าวคำ กลับหันกายเดินตรงมาที่นาง เขายื่นแขนช้อนร่างบอบช้ำไร้เรี่ยวแรงขึ้นจากพื้นตรงเข้าไปในถ้ำ

เฉินเสี่ยวอิงเป็นเพียงดรุณีน้อยเยาว์วัย ยามเมื่อใกล้ชิดบุรุษเพียงนี้ จิตใจนางย่อมต้องหวั่นไหว หากบุรุษผู้นี้กลับคล้ายเป็นผู้ถือศีลบำเพ็ญเพียรมาเนิ่นนาน กระทั่งจิตใจยังหนักแน่นแข็งแกร่งกว่าภูผาแล้ว

เขาวางร่างเฉินเสี่ยวอิงลงบนเตียงหินเย็นยะเยียบ แล้วจึงหันกายกลับ ทว่านางกลับรวบรวมกำลังที่หลงเหลือเพียงน้อยนิด ร้องเรียกไว้

"ท่าน... ท่านผู้มีพระคุณ ท่านเป็นผู้ใด?"

"ท่านมิจำเป็นต้องทราบ"

กล่าวจบ พลันกระโดดพุ่งออกจากถ้ำ หายลับไปพร้อมกับสายลมที่พัดผ่าน...

###

ตะวันคล้อยต่ำ แสงแดดมิร้อนแรงแล้ว ภายในถ้ำหินยังคงเย็นยะเยียบ...

ร่างของเฉินเสี่ยวอิงยังคงอยู่บนเตียงหินเย็นยะเยียบ ดวงตาคมกล้ากลับกระจ่างสุกใส สุกใสยิ่กกว่าดาราในคืนเดือนมืด

นางมิได้หลับไหล...

นับตั้งแต่ฟื้นคืนสติ นางคล้ายมิอาจหลับลงได้อีก

เนื่องเพราะนางยังครุ่นคิดเป็นกังวลกับเรื่องราวมากหลายที่เกิดขึ้นกับนาง เนื่องเพราะ นางยังมิทราบ หลี่จิ้งเป็นอย่างไร?  นางยังมิทราบ หลี่อวิ๋นซินเป็นอย่างไร? มิทราบ เจ้าสำนักเฉินเป็นห่วงกังวลนางเพียงใด? และยังมิทราบ สำนักมังกรเทพกำลังออกติดตามหานางหรือไม่?

ประการสำคัญ... กระทั่งนางยังมิทราบ นางยามนี้อยู่ที่ใด?

ประการสำคัญยิ่งกว่า... นางต้องการทราบ บุรุษเสื้อคลุมแดงที่นางพบเป็นผู้ใด? เขามีเจตนาเช่นใด? ไฉนมิยินยอมเปิดเผยตัวตน?


ขณะเวลานั้นเอง ปรากฏเงาร่างสายหนึ่งร่วงหล่นลงที่ปากถ้ำ ร่วงหล่นเฉกเช่นใบไม้ร่างหล่นลงบนพื้นหญ้า

เสื้อคลุมของผู้มายังเป็นสีแดงสด ในมือก็มิได้ว่างเปล่า ในมือขวามีฟืนมัดหนึ่ง ในมือซ้ายมีกระต่ายป่าตัวหนึ่ง

เขาเริ่มต้นตั้งแคร่ สุมฟืน ก่อไฟ เตรียมย่างกระต่ายป่า

เฉินเสี่ยวอิงหอบหิ้วร่างบอบช้ำลุกขึ้นจากเตียง ตรงไปยังปากถ้ำ นางหยุดจับสายตาคมกล้าจ้องมองที่เบื้องหลังบุรุษเสื้อคลุมแดง จับจ้องมองพฤติการณ์ของเขาอยู่ห่างๆ

ผ่านไปเนิ่นนาน กระต่ายสุมไฟส่งกลิ่นหอมอบอวลทั่วบริเวณ

กลิ่นกระต่ายป่าเชื้อเชิญบางสิ่งปีนป่ายขึ้นมายังปากถ้ำ ขึ้นมายืนเบื้องหน้ากระต่ายสุมไฟแล้ว

สองสิ่งนั้นกลับเป็นร่างงองุ้มแคระแกร็นสองร่าง ร่างหนึ่งเริ่มกล่าวขึ้น กล่าวด้วยเสียงแหลมเล็กน่ารังเกียจ

"เจ้าได้กลิ่นหรือไม่?"

อีกร่างกล่าวตอบด้วยเสียงแหลมเล็กน่ารังเกียจมิยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

"หากเรามิได้กลิ่นแล้ว ไฉนต้องเสี่ยงตายเช่นนี้?"

"เราหมายถึง... เจ้าได้กลิ่นเนื้อมนุษย์หอมหวานหรือไม่?"

"เราย่อมได้กลิ่น"

"เจ้าคิดเห็น ท่านผู้นี้จะยินยอมยกเนื้อนั้นให้เราหรือไม่?"

"ท่านผู้นี้ ดูท่ามิได้หิวโหยมากมายเช่นเรา ย่อมสมควรยกให้เรา"

กล่าวจบ มารทั้งสองฉีกยิ้มออกกว้าง กว้างกระทั่งเห็นซี่ฟันสกปรกน่ารังเกียจในปากทั้งหมด

เฉินเสี่ยวอิงยามนี้บาดเจ็บสาหัส ในมือยังไร้ซึ่งกระบี่ นางจึงคล้ายเป็นเพียงลูกนกบอบบาง กระทั่งยังมิสามารถบินหลบหนี

นางย่อมมิสามารถรับมือมารทั้งสองได้ จึงได้เพียงถอยกลับเข้าภายในถ้ำ รอดูท่าทีพวกมันอยู่ภายใน


สายลมพัดผ่านมาวูบหนึ่ง พัดพาเอาเปลวเพลิงสุมย่างกระต่ายป่าสั่นไหวแทบวูบดับ

บุรุษเสื้อคลุมแดงยังคงสงบนิ่ง สายตาเขาเพียงเพ่งมองเปลวเพลิงที่สั่นไหว

มุมปากของมารแคระแกร็นทั้งสองยิ่งฉีกกว้าง คล้ายยังฉีกให้กว้างได้จนถึงใบหู

ทันใดนั้น พวกมันพลันขยับกายพุ่งปราดออกไป เป้าหมายของพวกมันอยู่ภายในถ้ำ!

การเคลื่อนไหวของพวกมันรวดเร็วรุนแรงอย่างยิ่ง หากยังมิอาจรวดเร็วเพียงพอ ร่างของพวกมันเพิ่งเคลื่อนห่างจากจุดเดิมเพียงสองก้าว พลันต้องชะงักค้าง เนื่องเพราะเวลานั้น ที่เบื้องหน้ามันล้วนถูกบดบังด้วยผืนผ้าสีแดงหมดสิ้นแล้ว

ผืนผ้าสีแดงปานโลหิต คล้ายเป็นฝ่ามือโลหิตขนาดมหึมา ปัดพวกมันล้มลงกลิ้งเกลือกอยู่ที่พื้น

บุรุษเสื้อคลุมแดงคล้ายยังนิ่งเฉยอยู่ที่เดิม คล้ายมิได้เคลื่อนไหวใดๆ

เสื้อคลุมสีแดงพัดปลิวไปตามแรงลม ราวกับโลหิตฉีดกระกายไปในอากาศ เขาค่อยยืดกาย ลุกขึ้นเชื่องช้า ดวงตายังคงจับจ้องที่เปลวเพลิงแน่วนิ่ง

เปลวเพลิงสั่นไหว ร่างมารทั้งสองก็สั่นไหว สั่นไหวเฉกเช่นเปลวเพลิง

บุรุษเสื้อคลุมแดงกล่าววาจาเชื่องช้ายิ่ง กล่าวด้วยเสียงหนักแน่นอย่างยิ่ง กล่าวว่า

"หากพวกท่านก้าวล่วงเข้าไปเพียงปลายเท้า พวกท่านจะไม่มีโอกาสก้าวไปที่ใดได้อีก"

ร่างมารทั้งสองยิ่งสั่นไหว สั่นไหวมิหยุดยั้ง

พวกมันพลันคลานถอยกลับ ถอยกลับไปทางที่พวกมันมา...

###

สายลมกรรโชก เปลวเพลิงสั่นไหว

ร่างงองุ้มแคระแกร็นทั้งสองจากไปแล้ว บุรุษเสื้อคลุมแดงทรุดนั่งลงที่เดิมอีกครา ดวงตายังคงจับจ้องที่เปลวเพลิง

เปลวเพลิงสั่นไหว สั่นไหวไปตามแรงลม

เฉินเสี่ยวอิงประคองร่างบอบช้ำกลับออกมาจากถ้ำอีกครา ทว่านางมิได้หยุดจับจ้องมองที่เบื้องหลังบุรุษผู้นี้อีก มิจำเป็นต้องจ้องมองพฤติการณ์ของเขาอยู่ห่างๆ อีกต่อไป เนื่องเพราะยามนี้นางแน่ใจแล้วว่าบุคคลผู้นี้มิได้มีเจตนาต้องการทำร้ายนาง บุคคลผู้นี้ยังปกป้องคุ้มครองนางด้วย

... มาตรว่านกเหยี่ยวปราดเปรียวอหังการ์ปานใด ยามบอบช้ำสาหัสย่อมต้องการที่พึ่งพิง

บัดนี้นางได้ที่พึ่งพิงแล้ว เป็นที่พึ่งพิงอันอบอุ่น

เฉินเสี่ยวอิงสาวเท้าเข้าใกล้บุรุษเสื้อคลุมแดงอย่างเชื่องช้า นางประสานมือค้อมศีรษะคำนับคราหนึ่ง กล่าวว่า

"ผู้มีพระคุณ ท่านช่วยชีวิตข้าพเจ้าอีกคราแล้ว"

บุรุษเสื้อคลุมแดงยังคงนิ่งเฉย นิ่งเฉยคล้ายเป็นศิลา

เฉินเสี่ยวอิงกล่าวขึ้นอีกครา

"ผู้มีพระคุณ..."

ศิลากลับกลายคล้ายมีชีวิต เขากล่าวขึ้นช้าๆ

"ข้าพเจ้ามิได้กระทำเพื่อช่วยชีวิตท่าน"

"หากมิได้เพื่อช่วยข้าพเจ้า ท่านกระทำเพื่อสิ่งใด?"

"ท่านไม่จำเป็นต้องทราบ"

"ไม่ว่าท่านกระทำเพื่อจุดประสงค์ใด หากการกระทำของท่าน ถือเป็นการช่วยชีวิตข้าพเจ้า ดังนั้น..."

นางหยุดเล็กน้อยจึงกล่าวต่อ

"อย่างน้อย ข้าพเจ้าขอเพียงทราบนามสูงส่งของท่าน..."

"นามของข้าพเจ้า... คล้ายลืมเลือนหมดสิ้นแล้ว"

เฉินเสี่ยวอิงชะงักไปเล็กน้อย นางจับสายตาคมกล้าจ้องมองเขาแล้วกล่าวถามต่อ

"ท่านไฉนลืมเลือนกระทั่งนามของตน?"

"เนื่องเพราะข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้พเนจร ผู้พเนจรย่อมไร้ซึ่งผู้เรียกขาน"

เฉินเสี่ยวอิงทอดถอนใจเล็กน้อย กล่าวต่อ

"มิใช่ลืมเลือน เป็นมิต้องการบอกกล่าว..."

บุรุษเสื้อคลุมแดงพลันยืดกายขึ้นยืน ยื่นกระต่ายป่าสุมไฟหอมกรุ่นในมือให้นางพลางกล่าว

"กระต่ายตัวนี้เป็นของท่าน"

เฉินเสี่ยวอิงรับกระต่ายไว้ในมือ แล้วกล่าวถามอีกครา

"ท่านมิรับประทาน?"

"รอท่านรับประทานอิ่มแล้ว ข้าพเจ้าจึงรับประทานท่าน..."

กล่าวจบ เขาพลันกระโดดลงสู่เบื้องล่าง คล้ายบุคคลใคร่คิดฆ่าตัวตาย หากเมื่อเท้าพอสะกิดถูกหินเบื้องล่าง ร่างพลันพุ่งปราดไปเบื้องหน้า

เฉินเสี่ยวอิงมองตามไป กระทั่งลับสายตา พลางทอดถอนใจอีกครา แล้วจึงฉีกเนื้อกระต่ายออกรับประทาน

###

แสงแดดยามคิมหันต์ย่อมร้อนแรง หากภายในถ้ำหินหยกขาวยังคงเย็นยะเยียบ...

ภายในถ้ำหินมีเพียงเฉินเสียวอิง นางอยู่เพียงเดียวดายในถ้ำหิน

ทว่าที่เบื้อนอกมิใช่มีนางเพียงเดียวดาย หากแต่มีมารมากมายวนเวียนอยู่เบื้องล่าง วนเวียนอยู่ใต้หน้าผา!

เฉินเสี่ยวอิงยามนี้อาการทุเลาลงมาก ทุเลาจนใกล้เป็นปกติ เรี่ยวแรงของนางก็กลับฟื้นคืนหลายส่วนแล้ว

นางหักเอากิ่งไม้ขนาดพอเหมาะจากบริเวณปากถ้ำ ร่ายรำเพลงกระบี่ พลิกแพลงท่าร่างอย่างคล่องแคล่ว

เวลานั้นเงาร่างสายหนึ่งพลันพัดวูบเข้ามา!

เฉินเสี่ยวอิงพลันพลิกกาย ทะยานขึ้นไปในอากาศ จึงหลุดรอดจากการปะทะ ทว่าเงาร่างสายนั้นยังคงตามติด...

เงาร่างนั้นพุ่งตามนางขึ้นไปในอากาศ ฝ่ามือหลายสิบคู่ถูกซัดออกอย่างหนักหน่วง

เฉินเสี่ยวอิงใช้กิ่งไม้ต่างกระบี่ ปัดป้องฝ่ามือหลายสิบคู่นั้น หากแต่เมื่อเท้านางสัมผัสพื้น กระบี่ไม้พลันถูกซัดกระเด็นหลุดจากมือนาง

กระบี่เมื่อกระเด็นหลุดจากมือแล้ว ลำคอเรียวเล็กพลันถูกตะปบเข้าอย่างถนัด!

ยามนี้มีมือใหญ่บีบอยู่ที่ลำคอของนาง นางมิอาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว เจ้าของมือใหญ่ก็มิได้ขยับเคลื่อนไหว นางพลันเหลือบเห็น มือใหญ่ข้างนั้นเป็นของบุรุษผู้หนึ่ง บุรุษที่ตลอดร่างล้วนปกคลุมด้วยเสื้อคลุมสีแดง!


คิมหันต์ร้อนระอุ...

เหงื่อเย็นยะเยียบซึมออกจากหน้าผากเฉินเสี่ยวอิง ฝ่ามือเย็นยะเยียบของนางก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ

หยาดเหงื่อไหลผ่านข้างแก้วขาวนวล ไหลลงมาที่ลำคอ หยดเหงื่อยามสัมผัสมือใหญ่แข็งแรงที่ลำคอนาง พลันกระจายซึมผ่านมือนั้น

บุรุษเสื้อคลุมแดงพลันคลายมือออก พลางกล่าวเสียงราบเรียบ

"อาการท่านคล้ายเป็นปกติแล้ว?"

เฉินเสียวอิงระบายลมหายใจออกจากปากยาวๆ แล้วส่งเสียงตอบ

"อาการข้าพเจ้าคล้ายเป็นปกติแล้วจริงๆ"

"ท่านสมควรไปได้แล้ว"

"ไปที่ใด?"

"ที่ที่ท่านจากมา"

ดวงตาเฉินเสี่ยวอิงมีประกายยินดีขึ้นวูบหนึ่ง หากคงอยู่เพียงไม่นานก็วูบดับ คล้ายเป็นประกายจากการเสียดสีของคมกระบี่

เนื่องเพราะนางยังมิอาจทราบ หลี่อวิ๋นซินเป็นอย่างไร หลี่จิ้งเป็นอย่างไร

บุรุษเสื้อคลุมแดงส่งเสียงถามต่อ

"ท่านอาศัยอยู่ที่ใด?"

"ข้าพเจ้า... ข้าพเจ้าคล้ายลืมเลือนหมดสิ้นแล้ว"

บุรุษเสื้อคลุมแดงเหลือสายตาจับจ้องที่ดวงตานางนิ่ง นางก็จับจ้องมองเขานิ่งเช่นกัน

ทั้งสองประสานสายตากันแน่วนิ่ง อีกเนิ่นนานให้หลังบุรุษเสื้อคลุมแดงจึงถอนสายตาจากนางแล้วกล่าวเสียงราบเรียบ

"ท่านมิต้องการกลับ?"

เฉินเสี่ยวอิงแย้มยิ้มแล้ว รอยยิ้มของนางเจิดจ้าประหนึ่งแสงตะวันในคิมหันต์ นางกล่าวตอบ เสียงกังวาลสดใส

"เช่นเดียวกับท่าน ท่านมิต้องการบอกกล่าวนามแก่ข้าพเจ้า"

บุรุษเสื้อคลุมแดงจับจ้องมองใบหน้านางอีกครา ในดวงตาเศร้าหมองคล้ายมีแววประหลาดประการหนึ่ง

เฉินเสี่ยวอิงยังคงแย้มยิ้ม รอยยิ้มของนางคล้ายยิ่งเจิดจ้ากว่าเดิม

บุรุษเสื้อคลุมแดงละสายตาจากนาง ทอดมองออกไปยังขอบฟ้าเบื้องหน้า คล้ายต้องการทบทวนความทรงจำในอดีต... อดีตอันมิอาจหวนคืน

เขาเริ่มต้นกล่าวเชื่องช้า

"ก่อนข้าพเจ้าเป็นผู้พเนจร ข้าพเจ้าเคยถูกเรียกขาน
ด้วยนาม... เหลยเฟิง... หลี่เหลยเฟิง"

###

 

ทักทาย

คุณ Nattee >> ขอบคุณที่ยังคงติดตามอยู่ แม้ว่าข้าพเจ้าจะแว่บๆ หายๆ อยู่บ่อยๆ ขอรับ ^^

คุณ เด็กตาดำๆ >> อันนี้ไม่ทราบขอรับ

คุณ นอนดูดาว >> ขอบคุณที่ช่วยมาตอบให้ขอรับ ^^




ขอเชิญเข้ามาพูดคุยร่วมแสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกับกระทู้นี้ได้เลยนะคะ...


ความเห็นที่ 1 ...โดย     นอนดูดาว
รู้สึก พวกมารจะชอบกินกระต่ายน่ะครับ

10 มี.ค. 50 21:06:24 น.

ความเห็นที่ 2 ...โดย   Nattee

อะเหอะๆ นานๆจะแวะมาดูสักที เกือบลืมนิยายนายไปแล้วน้า

 



14 เม.ย. 50 20:49:38 น.  124.120.149.120

ความเห็นที่ 3 ...โดย   ไผ
ม่วนอีหลี

09 ส.ค. 51 15:22:07 น.  140.114.202.52

ส่งความเห็นของคุณ
จาก :
email :
   
Forecolor
Link
Image
Emotions
HR
Cut
Copy
Paste
Bold
Italic
Underline
Image
Image
Image
Justify Left
Center
Justify Right
Ordered List
Unordered List
Decrease Indent
Increase Indent


 
New Page 3

WebBoard Designed By http://www.jj-book.com

For Admin Only