ลานเสวนาประสาชาวยุทธ

 

ประกาศิตจอมมาร ๑๐ ปกป้องคุ้มครอง  

 

11 พฤษภาคม 2550 19:53:41 น.

.. โดย..

หลิวหย่งซื่อ  (นักรบ)



แหะๆ ข้าพเจ้ามิได้แก้ตัวนะขอรับ แต่เนื่องจากไม่ว่างจริงจี๊ง จึงทำให้เขียนได้ช้า มาแปะก็ช้า ยินดีรับโทษ แต่อย่าเพิ่งประหารนะขอรับ ^^'

ตอนที่ ๑ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=3044
ตอนที่ ๒ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=3131
ตอนที่ ๓ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=166
ตอนที่ ๔ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=170
ตอนที่ ๕ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=181
ตอนที่ ๖ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=186
ตอนที่ ๗ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=209
ตอนที่ ๘ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=215
ตอนที่ ๙ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=232

หลิวหย่งซื่อ (นักรบ)

###

 

ประกาศิตจอมมาร ๑๐ ปกป้องคุ้มครอง

กาลเวลาผันผ่านทุกขณะ เหตุการณ์ผันผ่านทุกขณะ กาลเวลาคล้ายพัดพาเอาเหตุการณ์ให้ผ่านไปพร้อมกาลเวลา กาลเวลาเมื่อผันผ่าน กลับมิอาจรั้งกลับคืน อดีตผันผ่านมิอาจย้อนกลับไปแก้ไข หากปัจจุบันกลับเป็นอดีตที่ยังสามารถแก้ไขได้ มิใช่ย้อนกาลเวลาเพื่อแก้ไขอดีต เป็นทำอดีตแห่งอนาคตให้ดีที่สุด

###

หลี่เหลยเฟิง...

... นามนี้คล้ายดังก้องอยู่ในโสตประสาทเมื่อนานมาแล้ว หากแต่กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานยิ่ง นานจนกระทั่งเจ้าของนามอาจลืมเลือนมันไป!

ทว่าท่ามกลางสายลมร้อนของคิมหันต์ นามนี้กลับถูกเรียกขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยเสียงไพเราะสดใสของดรุณีน้อยโฉมสะคราญนางหนึ่ง

"หลี่เหลยเฟิง..."

ผู้ถูกเรียกขานหยุดฝีเท้าลง แต่มิได้หันกายกลับไปตามเสียงร้องเรียกไพเราะสดใสนั้น

เฉินเสี่ยวอิงยังอยู่ห่างจากหลี่เหลยเฟิงเกือบยี่สิบก้าว นางพลันรีบเร่งฝีเท้าเข้ามา พลางส่งเสียง

"ท่าน... ข้าพเจ้าเห็นท่านมีวิชาไม่ต่ำทราม กระทั่ง...กระทั่งวิชาตัวเบายังเลอเลิศหาผู้ใดเปรียบ..."

หลี่เหลยเฟิงมิรอคอยให้นางกล่าวจบ พลันสืบเท้าก้าวออกอีกครา เฉินเสี่ยวอิงเร่งรีบสาวเท้าก้าวตาม ยังคงส่งเสียงถาม

"มิทราบท่านร่ำเรียนจากสำนักใด?"

หลี่เหลยเฟิงมิกล่าวตอบ คล้ายมิได้ยินคำถามของนาง

... บางที หลี่เหลยเฟิงอาจมิได้ยินคำถามของนางจริงๆ เนื่องเพราะยามนี้จิตใจเขาได้ล่องลอยไปถึงเหตุการณ์เมื่อครู่แล้ว


เมื่อครู่ บุรุษสตรีทั้งสองยืนนิ่งอยู่ที่ปากถ้ำ บุรุษยืนนิ่งตัวยืดตรง ปลายเท้าของเขายื่นล้ำขอบหน้าผาไปเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปยังพื้นกรวดหินเบื้องล่างเนิ่นนานจึงเอื้อนเอ่ย

"มารเหล่านั้นจากไปแล้ว คาดว่าอีกไม่นานต้องย้อนกลับมา ท่านควรรีบฉวยโอกาสนี้ หลบหนีจากไป"

เฉินเสี่ยวอิงสืบเท้าก้าวมายืนทางด้านหลังของเขา ชะโงกดวงหน้าขาวนวลสดใสมองไปยังเบื้องล่าง

ปากถ้ำที่พำนักแห่งนี้อยู่สูงจากพื้นเบื้องล่างมากมาย นางเพียงชะโงกมองลงไปก็รู้สึกมึนงงคลื่นไส้ ประกอบกับผนังผาเป็นหินลาดชันไร้ที่ยึดเหนี่ยว หากนางตัดสินใจปีนป่ายลงไป เกรงว่าเป็นการฆ่าตัวตายแล้ว ดังนั้นนางเงยหน้ามองเขาแล้วกล่าว

"ข้าพเจ้ามิอาจไปได้..."

หลี่เหลยเฟิงจับจ้องมองนางครู่หนึ่ง ค่อยเข้าใจความหมาย จึงกล่าวว่า

"ข้าพเจ้าโอบอุ้มท่าน"

เฉินเสี่ยวอิงร้องโพล่งขึ้น

"นั่นย่อมทำไม่ได้!"

หลี่เหลยเฟิงนิ่งงันไป ชั่วครู่ดวงตาที่จับจ้องมองนางอยู่กลับถอนออก ทอดมองไปอีกทิศทางหนึ่ง จากนั้นจึงกล่าว

"หากท่านคิดหาวิธีการใดออก ข้าพเจ้ายินดีทดลองดู"

ผ่านพ้นไปอีกชั่วครู่ หลี่เหลยเฟิงไม่เห็นนางกล่าววาจา จึงเหลียวหน้ากลับมามอง เห็นนางก้มหน้านิ่ง ขบคิดวิธีไม่ออก สองข้างแก้มกลับแดงระเรื่อคล้ายแต้มชาดงามสดใส ต้องก้มมองพื้นเบื้องล่างอีกครา ทว่าเขากลับพบเห็นเงาร่างงองุ้มแคระแกร็นสามสี่ร่างกำลังเคลื่อนเข้ามาจากระยะไกล พลันไม่ขบคิดมากความ กล่าวขึ้น

"ต้องขออภัยท่านแล้ว"

มิทันกล่าวจบ มือขวาพลันโอบเอวอ้อนแอ้นบอบบาง รวดเร็วทว่าแผ่วเบา แล้วลอยร่างลงจากหน้าผาบริเวณปากถ้ำ

เฉินเสี่ยวอิงยามตื่นตระหนกกลับมิได้ส่งเสียงกรีดร้อง ทว่ากลับหลับตา ซบใบหน้าลงกับไหล่แข็งแกร่ง แขนนางกลับโอบลำคออีกฝ่ายแนบแน่น

นางรู้สึกตัวอีกคราพลันพบว่าเท้าทั้งสองแตะยืนบนพื้นอันมั่นคงแล้ว นางรีบคลายมือออก ขยับร่างถอยห่างจากบุรุษตรงหน้าสามก้าว

หลี่เหลยเฟิงมิรีรอให้นางกล่าวถ้อยคำอันใด กระทั่งยังไม่รอให้นางเห็นใบหน้าตนในยามนั้น เขาพลันสืบเท้าก้าวยาวออกไปโดยมิได้เหลือบมองนางแม้สักน้อย

หลี่เหลยเฟิงอย่างไรก็เป็นบุรุษ และเป็นบุรุษหนุ่มผู้มิได้บำเพ็ญตบะ...

เขาความจริงคล้ายเป็นเพียงศิลา เป็นศิลาท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกราก ย่อมมีวันหนึ่งวันใดต้องถูกพัดพาไปตามกระแสน้ำ

กระแสน้ำยามเมื่อไหลผ่านพ้นไป ย่อมมิอาจหวนย้อนทวนกลับมาเด็ดขาด


ยามนี้กระแสน้ำยังคงไหลริน...

กระแสน้ำไหลกระทบตลิ่ง เกิดเป็นกระแสเสียงอันชุ่มชื้น แมลงปอหลายสิบคู่เริงร่าโบยบินอยู่เหนือตลิ่ง คิมหันต์อันอบอ้าวกลับเต็มไปด้วยความคึกคักรื่นเริง

หลี่เหลยเฟิงหยุดฝีเท้าลงแล้ว เขาหยุดยืนนิ่งอยู่ที่ริมแม่น้ำ จากนั้นจึงเหลี่ยวมองกลับไปทางด้านหลัง เขาพลันพบว่าเฉินเสี่ยวอิงอยู่ห่างออกไปกว่าสามสิบก้าว รอจนนางกระหืดกระหอบมาหยุดอยู่เคียงข้างแล้วจึงกล่าว

"ข้าพเจ้าเห็นควรหยุดพักในที่นี้ครู่หนึ่ง หากแต่บริเวณนี้ยังมีมารชุกชุมยิ่ง ขอท่านจงระวัง"

หลี่เหลยเฟิงพลันหันกายตรงไปยังโขดหินใหญ่ก้อนหนึ่ง ทรุดลงนั่งนิ่งอยู่ที่นั้น

เฉินเสี่ยวอิงกวาดสายตาตามไป จากนั้นจึงจัดแจงถกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นท่อนแขนเรียวขาวราวเหง้าบัว นางก้มลงใช้มือวักน้ำขึ้นดื่ม แล้วลูบไล้ไปตามใบหน้าและลำคอ หยาดน้ำไหลจากแก้มขาวเนียน ไหลเรื่อยลงมาตามลำคอเรียวเล็ก และแล้วจึงซึมลงในปกเสื้อของนาง

หลี่เหลยเฟิงเหลือบสายตามองนางเล็กน้อย แต่แล้วกลับต้องเบือนหน้าไปอีกทางหนึ่ง รวบรวมความพยายามทั้งมวล สะกดกลั้นจิตใจที่กำลังสั่นไหว

ชั่วครู่ให้หลังหลี่เหลยเฟิงพลันรู้สึก มีหยาดน้ำกระเซ็นต้องใบหน้า รอจนเขาหันกลับไปจึงพบเห็น เฉินเสี่ยวอิงมายืนอยู่ที่เบื้องหน้าแล้ว

นางแย้มยิ้มอยู่... รอยยิ้มของนางคล้ายเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงตะวันในคิมหันต์ กล่าวถามเสียงสดใส

"ท่านมิกระหายน้ำ?"

หลี่เหลยเฟิงเบือนหน้าออกไปแล้วกล่าวตอบ

"มิกระหาย"

เวลานั้นพลันมีซุ่มเสียงหนึ่งดังมาจากเบื้องหลังเฉินเสี่ยวอิง เป็นซุ่มเสียงแหลมเล็กน่ารังเกียจ!

"ท่านมิกระหาย หากแต่ข้าพเจ้ากำลังกระหาย"

ร่างเฉินเสี่ยวอิงสะท้านขึ้นคราหนึ่งแล้วตะลึงลานอยู่กับที่ ทว่าหลี่เหลยเฟิงยังคงนิ่งเฉยอยู่

เสียงแหลมเล็กยังคงกล่าวต่อไป

"ข้าพเจ้ากระหายอย่างยิ่งแล้ว"

เฉินเสี่ยวอิงยังคงชะงักค้างด้วยความตื่นตระหนก หากแต่มือทั้งสองของนางกลับกำนแบแน่น หูของนางยังคอยสดับฟังเสียง สังเกตการเคลื่อนไหวของมารชั้นต่ำ

หลี่เหลยเฟิงก็มิได้เคลื่อนไหว ทว่าริมฝีปากเริ่มขยับเล็กน้อย กล่าวว่า

"หากท่านสัมผัสถูกนางแม้เพียงปลายเล็บ เรามิอาจรับประกัน มือของท่านจะยังอยู่กับท่านหรือไม่"

มารชั้นต่ำแค่นยิ้มออกมาเล็กน้อย กล่าวต่อ

"มือของข้าพเจ้าเป็นอย่างไร? นางสามารถทำอันตรายมือข้าพเจ้า?"

"เราสามารถ"

มารชั้นต่ำโอหังจ้องมองมันอีกครู่หนึ่ง จึงส่งเสียงหัวร่อเล็กแหลมน่ารังเกียจ

"ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์คำร่ำลือถึงท่านมาเนิ่นนานอย่างยิ่งแล้ว หากท่านสามารถจริง ข้าพเจ้าก็ใคร่ทดสอบสักคราหนึ่ง"

มันพลันขยับกงเล็บรวดเร็ว หมายตะปบร่างเฉินเสี่ยวอิง การเคลื่อนไหวของมันรวดเร็วอย่างยิ่ง หนักหน่วงอย่างยิ่ง!

หากแต่หลี่เหลยเฟิงรวดเร็วยิ่งกว่า เขาเพิ่งขยับเคลื่อนไหว พลันปรากฏโลหิตฉีดพุ่งกระจายไปในอากาศสองสาย... เป็นโลหิตสีเขียวสองสายโปรยปรายลงสู่สายธาร พร้อมกับมือผอมแห้งซูบซีดอีกสองข้าง!

รอจนกระแสน้ำพัดพามือทั้งสองข้างไปไกลกว่าสิบก้าว จึงมีเสียงเล็กแหลมกรีดร้อง โหยหวนราวภูตผี

มารชั้นต่ำกรีดร้องโหยหวนยาวนานจึงสงบลง โลหิตยังคงหลั่งไหลมิขาดสาย มันก้มศีรษะล้านเลี่ยนจ้องมองปลายแขนที่กุดด้วนของมัน ร่องรอยขาดที่ปลายแขนมิใช่ถูกของมีคมตัดขาด หากแต่เป็นถูกกระชากขาด!

มารชั้นต่ำโอหังนี้เคยอาศัยมือทั้งสองของมัน กงเล็บทั้งสองของมันไล่ล่าฉีกกินเนื้อหนังผู้อื่น ทว่ายามนี้มือของมันกลับถูกฉีกกระชากขาดจากร่าง ล่องลอยไปตามกระแสน้ำแล้ว

มันจับจ้องมองที่หลี่เหลยเฟิง ในดวงตามันปรากฏแววหวาดหวั่นขวัญเสีย

หลี่เหลยเฟิงจ้องมองมันแน่วนิ่งเช่นกัน จ้องมองมันด้วยสายตาเย็นชา แล้วจึงหันหลังเดินจากไปช้าๆ

###

หลี่เหลยเฟิงเดินจากมาไกลแล้ว เฉินเสี่ยวอิงยังคงติดตามมาเช่นเดิม ทว่ายามนี้ นางมิต้องเร่งฝีเท้าเพื่อติดตามเขาให้ทัน ทั้งมิได้อยู่ห่างจากเขาร่วมสามสิบก้าว

เขาก็มิได้ชะลอฝีเท้าเพื่อรั้งรอนาง หากแต่ฝีเท้าของเขากลับช้าลงเรื่อยๆ...

ชั่วครู่ หลี่เหลยเฟิงพลันทรุดเข่าลงกับพื้น ยกแขนทั้งสองกอดรัดตนเองแนบแน่น ร่างกายสั่นเทาด้วยกล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งจนกระตุก!

เฉินเสี่ยวอิงเห็นพฤติการณ์เช่นนี้ คล้ายแตกตื่นกระทั่งตะลึงลานไปแล้ว รอจนนางได้สติ จึงทรุดกายลง ยื่นมือยึดร่างของเขาไว้

"หลี่เหลยเฟิง!... ท่านเป็นอย่างไร? ท่านเป็นอย่างไรแล้ว?"

หลี่เหลยเฟิงพลันสะบัดร่างหลุดจากมือของนาง ตวาดเสียงเกรี้ยวกราด

"ออกไป!... อย่าได้เข้าใกล้เรา!"

เขาพยายามยันร่างขึ้น ขยับจะก้าวต่อ หากแต่มิอาจกระทำได้ พลันทรุดล้มลงอีกครา ร่างบิดงอด้วยความทุรนทุราย เกลือกกลิ้งกับพื้นหญ้าด้วยความทรมานคล้ายได้รับความเจ็บปวดสาหัสอย่างยิ่ง!

เฉินเสี่ยวอิงเร่งรีบขยับกายเข้าใกล้อีก ยื่นแขนโอบประคองร่างเขา ส่งเสียงสั่นเครือ

"ท่าน! ท่านบอกกล่าวแก่ข้าพเจ้า... ท่านเป็นอย่างไร?"

หลี่เหลยเฟิงมิกล่าวตอบ ยิ่งมิสามารถเอื้อนเอ่ยวาจาใด เนื่องเพราะทั่วทั้งร่างบิดงอจนนิ่งค้าง กระทั่งไร้ความรู้สึกใด สิ้นสติสมประดีไปแล้ว!


เนิ่นนานให้หลัง จวบจนหลี่เหลยเฟิงฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครา พลันรู้สึกมีไออุ่นนุ่มนวลโอบกอดอยู่รอบกาย ทั้งยังรู้สึก มีหยาดน้ำอุ่นใสกระทบต้องใบหน้า...

ยามหลี่เหลยเฟิงค่อยๆ ขยับร่าง ไออบอุ่นนุ่มนวลที่โอบกอดอยู่จึงเริ่มคลายออก เขาพลันพบเห็นเฉินเสี่ยวอิงเฉินเสี่ยวอิงอยู่ที่นั่น ที่ดวงตาคมของนางมีหยาดน้ำหลั่งไหลไม่ขาดสาย หลั่งไหลเป็นทางผ่านแก้มขาวนวล

หลี่เหลยเฟิงเหม่อมองหยาดน้ำที่ใบหน้านาง ในดวงตามันปรากฏแววงุนงงสงสัย ส่งเสียงถามนุ่มนวล

"ท่านร่ำไห้... ท่านไฉนจึงร่ำไห้?"

เฉินเสี่ยวอิงกล่าวตอบเสียงสั่นเครือ

"ข้าพเจ้ากังวลอย่างยิ่ง เกรงกลัว... เกรงกลัวอย่างยิ่ง"

คำตอบของนางสร้างความแตกตื่นให้หลี่เหลยเฟิงอย่างยิ่ง เขาพลันตวาดถามเสียงกร้าว

"ท่านเกรงกลัวข้าพเจ้า!... ท่านทราบ ข้าพเจ้าเป็นอย่างไร!... ท่านทราบชะตากรรมข้าพเจ้า!?"

"ข้าพเจ้าไม่ทราบ... ไม่ทราบอะไรทั้งสิ้น ข้าพเจ้าเพียงเกรงกลัวท่านจะเป็นอันตราย เกรงกลัวท่านจะต้องตายแล้ว"

หลี่เหลยเฟิงฟังแล้วทอดถอนใจคราหนึ่งจึงก้มศรีษะต่ำ จับสายตาจ้องมองที่มือตน

เฉินเสี่ยวอิงส่งเสียงสั่นเครือกล่าวถามต่อ

"ความจริงแล้วท่านเป็นอย่างไร? เหตุใดจึงต้องทุกข์ทรมานเช่นนี้?"

"ข้าพเจ้า... ข้าพเจ้ามิสามารถบอกกล่าวท่าน"

"ข้าพเจ้าสามารถช่วยเหลือท่านได้หรือไม่?"

หลี่เหลยเฟิงทอดสายตาเหม่อมองออกไปสุดไกล ค่อยเอื้อนเอ่ยเชื่องช้า

"ทางช่วยเหลือข้าพเจ้ามีเพียงทางเดียว"

เฉินเสี่ยวอิงพลันรบเร้าถาม

"ทางใด?"

หลี่เหลยเฟิงขบกราม เค่นเสียงเย็นชา

"ปลิดชีวิตข้าพเจ้าเสีย!"

###

คิมหันต์อบอ้าว ใต้ตะวันร้อนแรงยิ่งอบอ้าว หมู่มวลบุปผาอยู่ใต้ตะวัน เหนือมวลบุปผากลับไร้เงาฝูงภมร เนื่องเพราะบางบุคคลรังเกียจฝูงภมร รังเกียจพวกมันทำให้บุปผาโรยราเร็วเกินไป รังเกียจพวกมันทำให้บุปผาชอกช้ำมากเกินไป

บริเวณรอบตึกหมื่นบุปผา ฝูงภมรมิได้รับอนุญาตให้เชยชมบุปผา ผู้เชยชมบุปผากลับเป็นบุรุษผู้หนึ่ง เป็นบุรุษในอาภรณ์สีฟ้าคราม...

ในมือเขามีบุปผา บุปผาสีแดงสด แดงประดุจโลหิตนกดอกหนึ่ง สายตาเขามิได้จับจ้องอยู่ที่บุปผา หากแต่ทอดมองไปยังขอบฟ้าสุดไกล

เวลานั้นพลันปรากฏร่างบุรุษในอาภรณ์ขาว ท่ามกลางดงบุปผา...

ผู้มาใหม่ส่งเสียงหัวร่อดังกึกก้อง มาตรว่าเหลือเขายืนอยู่เพียงผู้เดียว ก็ยังคงหัวร่อดังกึกก้อง

"บุปผางดงามยิ่งนัก ยามเห็นบุปผางดงาม พาลให้ข้าพเจ้าคำนึงถึงดรุณีงดงาม"

หลี่จิ้งยังคงยืนทอดสายตานิ่งอยู่ที่ขอบฟ้าสุดไกล คล้ายมิได้ยินเสียงมารจิ้งจอกขาว คล้ายยึดถือมารจิ้งจอกขาวเป็นเพียงอากาศธาตุที่มองไม่เห็น

ไป่หูลี่ยังส่งเสียงกล่าวต่อไป

"ท่านทราบหรือไม่ ข้าพเจ้าคำนึงถึงดรุณีนางใด?"

หลี่จิ้งก้มศีรษะ จับสายตาจ้องมองอยู่ที่บุปผาในมือ ส่งเสียงราบเรียบ

"ท่านคำนึงถึงดรุณีนางใด ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า"

ไป่หูลี่ส่งเสียงหัวร่ออีกครา กล่าวต่อ

"หากดรุณีที่ข้าพเจ้ากำลังคำนึงถึง ท่านมิอาจปฏิเสธความเกี่ยวข้องได้เด็ดขาด"

หลี่จิ้งยังจับสายตาเย็นชาจ้องมองบุปผาในมือ บุปผายังอยู่ในมือ กลีบบุปผากลับร่วงหล่นไปหลายกลีบ

มุมปากของไป่หูลี่คล้ายยกขึ้นเล็กน้อย ส่งเสียงต่อ

"วิหคย่อมเป็นวิหค เมื่อเป็นวิหคย่อมสามารถโบยบิน"

มารจิ้งจอกขาวเหลือบมองหลี่จิ้งเล็กน้อย สายตาหลี่จิ้งยังคงจับจ้องที่บุปผาในมือ บุปผาที่เริ่มเหี่ยวเฉาร่วงโรย มือของหลี่จิ้งก็คล้ายชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ

ไป่หูลี่แย้มยิ้ม แย้มยิ้มลำพอง ส่งเสียงเชื่องช้า เน้นทีละคำ

"เหยี่ยวก็เป็นวิหคชนิดหนึ่ง..."

หลี่จิ้งพลันโพล่งสวนคำ

"เป็นวิหคนักล่า!"

ไป่หูลี่แหงนหน้าหัวร่อ พลางกล่าว

"วิหคนักล่า ย่อมสามารถถูกล่าได้เช่นกัน"

"ผู้ใดสามารถไล่ล่าเหยี่ยว?"

"อย่างน้อย คล้ายมีสุนัขจิ้งจองตัวหนึ่ง"

"สุนัขจิ้งจอกสามารถโบยบินหรือ?"

"สุนัขจิ้งจอกย่อมไม่สามารถโบยบิน และมิจำเป็นต้องโบยบิน"

"ไม่ต้องโบยบิน ไฉนสามารถไล่ล่าเหยี่ยวได้?"

"เหยี่ยวน้อยย่อมไม่สามารถโบยบินได้ตลอดวัน"

หลี่จิ้งมิกล่าวตอบ และมิจำเป็นต้องกล่าวตอบ เนื่องเพราะยามนี้ ที่มันสมควรกระทำ มิใช่โต้เถียงกับมารจิ้งจอกขาว

"ท่านคิดไล่ล่าเหยี่ยว?"

"ข้าพเจ้ายังมิคิดไล่ล่า เนื่องเพราะยามนี้เหยี่ยวตัวน้อยกำลังโบยบิน ข้าพเจ้าจึงคิดเพียงติดตามเท่านั้น"

"หลังจากนั้น?"

"หลังจากนั้นเป็นสิ่งไม่แน่นอน ข้าพเจ้ายังมิอาจบอกกล่าวแก่ท่าน"

"ท่านต้องการบอกกล่าวแก่ข้าพเจ้าเพียงเท่านี้?"

"เพียงเท่านี้"

"หรือท่านต้องการให้ความนี้ รู้ถึงสำนักมังกรเทพ?"

ไป่หูลี่แหงนหน้าหัวร่ออีกครา หัวร่อเสียงดังกึกก้อง

"หากข้าพเจ้าต้องการเช่นนั้น ไฉนมิเดินทางไปบอกกล่าวด้วยตนเอง?"

หากไป่หูลี่ต้องการให้สำนักมังกรเทพล่วงรู้ความนี้ ไฉนมิเดินทางไปแจ้งข่าวด้วยตนเอง เฉกเช่นเมื่อคราแจ้งข่าวการกำเนิดจอมมาร?

"เนื่องเพราะท่านต้องการทดสอบข้าพเจ้า ท่านต้องการทราบ ข้าพเจ้ามีใจเข้าข้างมารจริงหรือไม่"

ไป่หูลี่ปรบมือสามครั้งครา พลางส่งเสียง

"ประเสริฐ สมเป็นศิษย์สำนักมังกรเทพ ปฏิภาณเป็นเลิศ"

หลี่จิ้งแค่นยิ้มเล็กน้อย กล่าวเชื่องช้า

"เมื่อข้าพเจ้าคิดเอาใจเข้าข้างมารแล้ว ย่อมมิก้าวออกจากแดนมารเด็ดขาด!"


ไป่หูลี่จากไปแล้ว มิทราบ หลี่จิ้งยังยืนอยู่ที่นั้นอีกเนินนานปานใด...

จวบจนตะวันคล้อยต่ำ ที่ขอบฟ้าคล้ายถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนแดงฉาน หลี่จิ้งยังคงยืนอยู่ท่ามกลางบุปผา ในมือเขาไร้ซึ่งบุปผาแล้ว หากแต่ในดวงตายังมีบุปผา ในความคิดก็มีบุปผา... เป็นบุปผางดงามเย้ายวน

ยามคำนึงถึงบุปผา บุปผาก็พลันร่วงหล่นลงที่เบื้องหน้า...

อาภรณ์สีเขียวสดใส ปักลวดลายบุปผาระยับพราว ยามอยู่ท่ามกลางบุปผา ดูกลมกลืนกันอย่างยิ่ง

อวี้ฮัวสาวเท้าเข้าใกล้หลี่จิ้งเชื่องช้า พลางส่งเสียงกังวาลสดใส

"ข้าพเจ้าทราบว่า บุปผาสามารถบันดาลให้ผู้พบเห็น จิตใจแจ่มใสเบิกบาน มิทราบว่ายังสามารถบันดาลให้จิตใจท่านเศร้าหมองด้วย"

หลี่จิ้งยืนนิ่งอยู่เป็นครู่ จึงกล่าวถามเสียงราบเรียบ

"ขอถามท่าน ดรุณีทุกนางล้วนชมชอบบุปผา?"

อวี้ฮัวแย้มยิ้มกล่าวตอบ

"ดรุณีโดยมาก ล้วนมิอาจปฏิเสธบุปผา"

"หลี่อวิ๋นซินก็ชมชอบบุปผา"

"นั่นเพราะนางก็เป็นเพียงดรุณี"

"สถานที่แห่งนี้มีบุปผางดงามมากมายอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าเพียงต้องการให้นางได้พบเห็นสักคราหนึ่ง"

"เพียงท่านต้องการ นางย่อมสามารถพบเห็น"

"ท่านยินยอมให้นางได้ชมดู?"

"ข้าพเจ้ายินดียิ่ง"

นางมารแย้มยิ้ม แย้มยิ้มจนหยาดเยิ้ม แล้วพาเอาร่างอ้อนแอ้นบอบบาง กระโดดหายลับไปในกองเพลิงที่ขอบฟ้า

###

ตะวันลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ในดงบุปผายิ่งเวิ้งว้างวังเวง บุปผามีบ้างเบ่งบานใต้แสงตะวัน บ้างเบ่งบานใต้เงาจันทรา

บุปผาใต้เงาจัทราส่งกลิ่นหอมหวานอบอวล

เงาร่างในอาภรณ์สีฟ้าครามยังคงยืนอยู่ท่ามกลางดงบุปผา คล้ายใคร่ยืนอยู่เช่นนั้นชั่วกาล เขากำลังรอคอย รอคอยอย่างอดทน รอคอยเฉกเช่นบุปผาในมือ

บุปผาสีขาว บุปผาในราตรี บุปผาที่ส่งกลิ่นหอมหวานอบอวล บุปผาที่รอคอยหมู่ภมร การรอคอยเช่นนี้คล้ายต้องรอคอยไม่สิ้นสุด คล้ายต้องรอคอยไปชั่วกาล...

หากแต่หลี่จิ้งมิต้องรอคอยชั่วกาล เนื่องเพราะยามนี้มีเงาร่างสองร่างร่วงหล่นลงเบื้องหน้าแล้ว

เงาร่างทั้งสองเป็นสตรี เป็นดรุณีงดงามน่าหลงใหลทั้งสองนาง

ดรุณีดวงตากลมโต พลันส่งเสียงแข็งกร้าว

"นางบอกแก่ข้าพเจ้า ท่านต้องการพบข้าพเจ้า มิทราบต้องการพบข้าพเจ้าด้วยกิจอันใด?"

"เราเพียงต้องการให้น้องเราได้ชมดู..."

"ชมดูสิ่งใด?"

"บุปผา"

"ชมดูเพื่อสิ่งใด?"

หลี่จิ้งแบมือซ้ายวาดออกไปด้านข้าง แย้มยิ้มกล่าว

"น้องเราลองดู บุปผาในที่นี้มากมายเพียงใด? สถานที่แห่งนี้น่าหลงใหลเพียงใด?"

หลี่อวิ๋นซินแค่นเสียงหัวร่อ กล่าวตอบเสียงกร้าว

"ดินแดนมาร มีที่ใดน่าหลงใหล?"

"ทราบว่า ดรุณีล้วนชมชอบบุปผา น้องเราก็คล้ายเป็นเพียงดรุณี หรือน้องเรามิชมชอบบุปผา?"

ในดวงตาหลี่อวิ๋นซินมีแววฉงนสงสัย กล่าวตอบว่า

"บุปผางดงามย่อมน่าชื่นชม"

"มาตรว่าหมู่ภมรยังใคร่ชื่นชม"

อวี้ฮัวสาวเท้าเข้าใกล้หลี่จิ้ง พลางกล่าว

"ทว่าพวกมันกลับทำให้บุปผาเหี่ยวแห้งโรยรารวดเร็วเกินไป ข้าพเจ้ารังเกียจพวกมันอย่างยิ่ง"

ในดวงตาหลี่จิ้งพลันมีประกาย กล่าวถามนางว่า

"ทว่าท่ามิรังเกียจสุนัข?"

"สุนัขมิทำกระไรให้บุปผา"

หลี่จิ้งส่งเสียงหัวร่อ กล่าวเสียงกังวาล

"สุนัขกับบุปผาคล้ายมิสามารถอยู่ร่วมกัน เนื่องเพราะสุนัขมักทำลายบุปผา ทำลายกระทั่งจิตวิญญาณของบุปผา!"

"สุนัขชนิดใดทำลายจิตวิญญาณของบุปผา?"

"มิว่าสุนัขชนิดใด ยามเหยียบย่างเข้าดงบุปผา คล้ายต้องการเหยียบย่ำบุปผาให้แหลกสลาย"

อวี้ฮัวส่งเสียงหัวร่อเล็กน้อย พลันกล่าวต่อ

"สุนัขเพียงหยอกเย้าบุปผา มิคิดทำลายบุปผา"

"ทว่ากลับทำให้บุปผาแหลกสลาย"

"บุปผาแหลกสลายเพียงเล็กน้อย ข้าพเจ้ามินับเป็นความเสียหายได้"

"ดังนั้นข้าพเจ้าจึงต้องการให้นางได้ชมดูบุปผา ในยามไร้ซึ่งสุนัข"

หลี่จิ้งสืบเท้าเข้าหาหลี่อวิ๋นซิน พลางยื่นส่งบุปผาในมือให้นาง ส่งเสียงกล่าวนุ่มนวลแผ่วเบา

"บุปผานี้ เราเห็นแล้วว่างดงามที่สุด เหมาะสมกับน้องเราที่สุด จงระวังสุนัขจะหยอกเย้าให้บุปผาแหลกสลาย แหลกสลายทั้งจิตวิญญาณ"

หลี่อวิ๋นซินเอื้อมมือรับบุปผา

บุปผาอยู่ในมือนาง ดวงตานางจับจ้องที่ใบหน้าหลี่จิ้ง จับจ้องเข้าไปในดวงตาของเขา

ดวงตาหลี่จิ้งก็จับจ้องมองนาง ในดวงตาพลันมีประกาย ส่งเสียงกล่าวต่อ

"เราหวัง เราสามารถพบเห็นบุปผานี้ เคียงข้างกับน้องเราอีกครา..."

###

 

ทักทาย

คุณ นอนดูดาว >> มันเป็นอุปมาน่ะขอรับ จริงๆ มันน่าจะชอบกินมนุษย์มากกว่า... บรื๋อ!

คุณ Nattee >> กลับมาแล้วขอรับ อย่าเพิ่งลืมกันไปน้า... T_T




ขอเชิญเข้ามาพูดคุยร่วมแสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกับกระทู้นี้ได้เลยนะคะ...


ความเห็นที่ 1 ...โดย   Nattee

โอ๊ะโอ๋ มาอัพแล้วนิ

ไม่ลืมหรอกค้าบ

ยังไงก็ค่อยเขียนค่อยแต่ง  เรื่องจะได้น่าอ่านคับ



30 พ.ค. 50 22:29:34 น.  124.120.145.130

ส่งความเห็นของคุณ
จาก :
email :
   
Forecolor
Link
Image
Emotions
HR
Cut
Copy
Paste
Bold
Italic
Underline
Image
Image
Image
Justify Left
Center
Justify Right
Ordered List
Unordered List
Decrease Indent
Increase Indent


 
New Page 3

WebBoard Designed By http://www.jj-book.com

For Admin Only