ลานเสวนาประสาชาวยุทธ

 

ประกาศิตจอมมาร ๑๑ ผิดพลาดพลั้งเผลอ  

 

02 กันยายน 2550 17:20:41 น.

.. โดย..

หลิวหย่งซื่อ  (นักรบ)



กลับมาแล้วขอรับ หลังจากผ่านไปสี่เดือน แหะๆ
ไม่ได้มาแปะนาน ทวนของเก่ากันก่อนดีกว่านิ

ตอนที่ ๑ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=3044
ตอนที่ ๒ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=3131
ตอนที่ ๓ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=166
ตอนที่ ๔ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=170
ตอนที่ ๕ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=181
ตอนที่ ๖ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=186
ตอนที่ ๗ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=209
ตอนที่ ๘ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=215
ตอนที่ ๙ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=232
ตอนที่ ๑๐ http://www.jj-book.com/BLboard/view.php?qs_qno=265

หลิวหย่งซื่อ (นักรบ)

###

 

ประกาศิตจอมมาร ๑๑ ผิดพลาดพลั้งเผลอ

บุคคลผู้หนึ่ง มาตรว่าเก่งกาจหาผู้ใดเทียบเทียม ทว่าย่อมมิอาจกระทำเรื่องราวทุกประการเพียงลำพังได้เด็ดขาด ย่อมยังต้องอาศัยใช้สอยผู้อื่นในบางครา หากยามต้องอาศัยใช้สอยผู้ใดแล้ว ผู้นั้นสมควรมีความสามารถเหมาะสมต่อหน้าที่ใช้สอย หาไม่แล้ว หายนะเดือดร้อนย่อมย้อนรอย เยี่ยมเยือนผู้อาศัยใช้สอยเอง

###

บนถนนคราคร่ำด้วยผู้คน หากมิใช่เป็นเมืองที่ตายแล้ว ยามตะวันยังสาดแสง ย่อมต้องปรากฏผู้คนขวักไขว่อยู่กลางถนน

ในหมู่ผู้คนที่ขวักไขว่ กลับปะปนอยู่ด้วยมาร มารที่สามารถปะปนในหมู่ผู้คนได้ เนื่องเพราะลักษณะมันมิได้ผิดแปลกจากผู้คน มันยังกลับคล้ายเป็นคุณชายเลิศหรู ในตระกูลเศรษฐี พรั่งพร้อมด้วยทรัพย์สินและบารมี กระทั่งมีบริวารติดตามไม่ต่ำกว่าสิบคน

คุณชายผู้นี้รูปกายสำรวยสวยงาม แต่งกายด้วยอาภรณ์ขาวงดงามตลอดร่าง ที่แท้เป็นไปหูลี่เอง

ยามนี้ไปหูลี่กำลังก้าวขึ้นบันไดร้านสุราใหญ่ที่สุดในเมือง ตรงไปยังโต๊ะใหญ่ที่สุดในร้าน และนั่งลงที่เก้าอี้บุนวมอย่างดีที่สุด จากนั้นบริวารผู้หนึ่งจึงเรียกสั่งเด็กรับใช้ในร้านให้ยกสุราอาหารอย่างดีที่สุดออกมา

ระหว่างนั้น บุรุษร่างเล็กผอมบาง ท่าทีกลิ้งกลอกผู้หนึ่ง เดินโก้งโค้งนำสตรีงดงามอีกสองนางตรงไปยังโต๊ะที่ไป่หูลี่นั่งอยู่ หากแต่บุรุษร่างเล็กผู้นั้นกลับมิอาจเข้าไปใกล้มารจิ้งจอกขาวได้มากกว่าสิบก้าว เนื่องเพราะถูกบริวารผู้หนึ่งขัดขวางไว้

บุรุษร่างเล็กโก้งโค้งคำนับอีกหลายครั้งครา แล้วยังหันไปคำนับบริวารของไป่หูลี่โดยรอบ พลางส่งเสียงเรียกสตรีงดงามทั้งสองนางให้คำนับไป่หูลี่ จากนั้นบริวารที่ขัดขวางอยู่จึงยินยอมปล่อยให้บุรุษร่างเล็กสืบเท้าเข้าใกล้ไป่หูลี่ได้

บุรุษร่างเล็กกล่าววาจากับไป่หูลี่อีกหลายคำ ไป่หูลี่จึงสั่งบริวารหยิบทองคำยื่นส่งให้สี่ก้อน บุรุษร่างเล็กรับก้อนทองคำไว้ โก้งโค้งคำนับอีกหลายครั้งครา แล้วล่าถอยไป

พฤติการณ์ของมารจิ้งจอกขาวและพวก ล้วนถูกจับจ้องด้วยสายตาบุคคลคู่หนึ่ง บุคคลผู้ซึ่งติดตามพวกมันมาได้ร่วมสองวันสองคืนแล้ว บุคคลผู้ซึ่งลอบดูพฤติการณ์ของพวกมันทุกย่างก้าว บุคคลผู้ซึ่งถูกส่งมาจากสำนักมังกรเทพ...

บุคคลทั้งสองประกอบด้วยหนึ่งดรุณหนึ่งดรุณี

หนึ่งดรุณนามจางหย่ง หนึ่งดรุณีนามหลี่อวิ๋นซิน!

จางหย่งและหลี่อวิ๋นซินลอบดูพฤติการณ์ของไป่หูลี่จากห้องเช่าบนชั้นสองของตึกแถว ตรงข้ามร้านสุราใหญ่ที่สุดของเมือง

จางหย่งพบเห็นพฤติการของไป่หูลี่และพวกเป็นเช่นนี้ร่วมสองวันสองคืน มิสามารถอดใจไม่ไต่ถามได้

"สองวันมานี้ที่มันกระทำมีเพียงเตร็ดเตร่ ดื่มกิน และเพียงโอบกอดนารี มิทราบจุดประสงค์มันอยู่ที่ใด?"

หลี่อวิ๋นซินกล่าวตอบ

"ข้าพเจ้าเองยังมิอาจมั่นใจ"

จางหย่งขมวดคิ้ว กล่าวถามต่อ

"ข้าพเจ้ายิ่งมิอาจเข้าใจ เหตุใด ท่านพาลลงความเห็น ให้จับตาดูพฤติการณ์ของมารจิ้งจอกขาว แทนที่จะเป็นมารผู้อื่น?"

"ท่านไม่เข้าใจความหมายที่ท่านพี่กล่าวแก่ข้าพเจ้า?"

จางหย่งคิดทบทวนถ้อยความที่หลี่จิ้งบอกกล่าวแก่หลี่อวิ๋นซิน ซึ่งหลี่อวิ๋นซินถ่ายทอดบอกต่อเจ้าสำนักเฉิน แล้วส่ายศีรษะกล่าว

"ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ"

สายตาหลี่อวิ๋นซินยังคงจับจ้องไปยังไป่หูลี่ที่ร้านสุราฝั่งตรงข้าม พลางเผยอริมฝีปากกล่าว

"ท่านคิดเห็นสุนัขที่ทำลายบุปผากระทั่งจิตวิญญาณสามารถเป็นสิ่งอื่นใดได้อีก?"

จางหย่งครุ่นคิดแล้วตอบว่า

"หากเปรียบบุปผาเป็นสตรี สุนัขประเภทนี้ย่อมเป็นไป่หูลี่?"

"ย่อมต้องเป็นมัน"

จางหย่งหยุดไปเล็กน้อย พลันกล่าวขึ้นอีกว่า

"ข้าพเจ้ายังมิอาจเข้าใจอีกประการ"

"เชิญกล่าว"

"บุปผาสีขาว... ศิษย์พี่ใหญ่มอบบุปผาสีขาวให้ท่าน กำชับให้ท่านดูแล อีกทั้งยังคาดหวัง พบเห็นท่านและบุปผาอีกครา บุปผานี้ย่อมต้องมีความข้องเกี่ยวกับท่านและศิษย์พี่ใหญ่มิน้อย"

หลี่อวิ๋นซินทอดถอนใจเล็กน้อยจึงกล่าว

"ประการนี้ ข้าพเจ้าเองยังไม่อาจมั่นใจ ข้าพเจ้าเคยคาดคิด หากว่าเสี่ยวอิงยังมีชีวิตอยู่จริงแล้ว ท่านพี่ทราบเรื่องราวของนางได้อย่างไร?"

จางหย่งขมวดคิ้วครุ่นคิดอีก

"ศิษย์พี่ใหญ่ยามนี้อยู่กับเหล่ามาร เรื่องราวใดสมควรทราบจากเหล่ามาร?"

หลี่อวิ๋นซินทอดถอนใจคราหนึ่ง ส่งเสียงแผ่วเบา

"หากเหล่ามารพบเห็นนางมีชีวิตอยู่ ยามนี้นางอาจไม่สามารถมีชีวิตแล้ว!"

เมื่อหมู่มารพบเห็นเฉินเสี่ยวอิง ย่อมต้องไล่ล่าสังหาร นางเองก็ถูกไล่ล่า หากแต่ไม่ถูกสังหาร เนื่องเพราะนางได้รับการคุ้มครองจากบุคคลผู้ซึ่งมารทั้งหลายต้องขยาดขลาดกลัว

###

ในเมืองคราคร่ำด้วยผู้คน นอกเมืองกลับเงียบวังเวง

ในความเงียบวังเวง ปรากฏเงาร่างบุรุษตรีคู่หนึ่ง เมื่อครู่บุคคลทั้งสองเพิ่งผ่านเหตุการณ์ตื่นเต้นเลวร้าย ดังนั้นระหว่างบุคคลทั้งสองจึงมีเพียงความเงียบวังเวง

... เพียงเงียบวังเวง มิใช่เงียบเหงา

สายลมพัดโชยผ่านไป หลี่เหลยเฟิงเหม่อมองออกไปเบื้องหน้า ในดวงตาปรากฏแววประหลาดพิกล ส่งเสียงเชื่องช้า

"เดินถึงเมืองข้างหน้า ท่านยังพอสามารถเดินทางต่อไปโดยลำพัง"

เฉินเสี่ยวอิงได้ยินวาจานี้ คล้ายถูกแส้โบยใส่ร่างคราหนึ่ง ร้องถามขึ้น

"ท่านมิส่งข้าพเจ้าถึงสำนักมังกรเทพ?"

หลี่เหลยเฟิงสั่นศีรษะ

"ข้าพเจ้ามิอาจเดินทางกับท่านต่อไปได้"

"ไฉนมิอาจ?"

หลี่เหลยเฟิงมิกล่าวตอบ เพียงก้าวเดินต่อไป คล้ายมิได้ยินคำถามนาง

มาตรว่าหลี่เหลยเฟิงมิกล่าวตอบ นางกลับไม่คาดคั้นถามสิ่งใดอีก อาจเนื่องเพราะนางทราบ บุคคลเช่นหลี่เหลยเฟิง เมื่อมิต้องการกล่าวสิ่งใดแล้ว ต่อให้เป็นปลายดาบคมกระบี่พาดลำคอก็มิยินยอมเปิดปากเด็ดขาด

หรืออาจเนื่องเพราะนางกำลังครุ่นคิด ครุ่นคิดหาคำตอบของคำถามภายในจิตใจ เหตุใดหลี่เหลยเฟิงจึงต้องการให้นางเดินทางโดยลำพัง?  เหตุใดจึงต้องการลาจากนางโดยเร็วนัก?

ป่าโปร่ง ทุ่งหญ้า คิมหันต์...

ในคิมหันต์อบอ้าว ปรากฏผีเสื้อน้อยโบยบินผ่านไปคู่หนึ่ง ในคิมหันต์อบอ้าว ปรากฏเงาร่างบุรุษสตรีคู่หนึ่ง

บุรุษก้าวนำดรุณีอยู่หลายก้าว แต่ละก้าวล้วนพามุ่งตรงสู่ประตูเมือง

ดรุณีน้อยที่ด้านหลังก็กำลังก้าวย่าง ทว่าแต่ละย่างก้าวล้วนเชื่องช้าอย่างยิ่ง ก้าวสั้นอย่างยิ่ง นางคล้ายต้องการประวิงเวลาให้เนิ่นนานต่อไป

สายลมพัดผ่าน พัดพาเอาเสียงกังวาลสดใสของวิหคน้อยมาแผ่วเบา

หลี่เหลยเฟิงหยุดฝีเท้าลง ส่งเสียงราบเรียบ หากมิหันหลังกลับสักเล็กน้อย

"ข้าพเจ้าเพิ่งทราบ ท่านมิเกรงกลัวมาร"

เฉินเสี่ยวอิงหยุดฝีเท้าลงเช่นกัน แย้มยิ้มส่งเสียงตอบสดใส

"ข้าพเจ้าไฉนต้องเกรงกลัว?"

"ท่านมิเกรงมันทำอันตรายท่าน ฉีกเนื้อท่าน?"

"เนื่องเพราะข้าพเจ้าทราบ ท่านต้องไม่ยินยอมให้ข้าพเจ้าเป็นอันตรายเด็ดขาด"

"คราครั้งนี้ข้าพเจ้าคงต้องปฏิเสธ?"

"นั่นนับว่าท่านแล้งน้ำใจอย่างยิ่งแล้ว"

หลี่เหลยเฟิงนิ่งไปเล็กน้อย แล้วหันหลังกลับ ประสานสายตากับนางนิ่งอยู่เป็นครู่จึงหลุบสายตาลง กล่าวเสียงราบเรียบ

"น่าเสียดาย มันกลับมิใช่มาร และมิได้ต้องการทำอันตรายท่าน"

"ถ้าเช่นนั้น มันต้องการสิ่งใด?"

"ที่มันต้องการเพียงติดตาม"

เฉินเสี่ยวอิงเอียงศีรษะเล็กน้อย กล่าวถามว่า

"มิเช่นนั้นมันย่อมสมควรลงมือแล้ว?..."

หลี่เหลยเฟิงมิกล่าวตอบ มีบ้างบางครา มิกล่าววาจาใดกลับกลายเป็นยอมรับโดยดุษณี

เฉินเสี่ยวอิงกลอกดวงตาคู่งามไปมาเล็กน้อย กล่าวถามต่อ

"ท่านคิดเห็น มันติดตามมาเพื่อสิ่งใด?"

"ข้าพเจ้าเห็นว่า มันถูกผู้คนใช้สอยมาสืบดู มิใช่สืบดูท่านก็สืบดูข้าพเจ้า"

"เป็นผู้ใดใช้สอยมันมา?"

หลี่เหลยเฟิงมิตอบคำถาม เพียงส่งเสียงราบเรียบ

"มิแน่ว่าผู้ใช้สอยมันมา ยามนี้รออยู่ในเมืองแล้ว"

กล่าวถึงยามนี้ ผู้หลบซ่อนเร้นกายอยู่ พลันขยับออกจากที่หลังก้อนหินที่กำบังเชื่องช้า ถึงกับเป็นมนุษย์ผู้หนึ่งจริงๆ เป็นบุรุษร่างเล็กผู้หนึ่ง รูปร่างมันยิ่งมายิ่งผอมบาง ดวงตายิ่งมายิ่งกลิ้งกลอก บุรุษร่างเล็กผอมบางก้าวออกมาพลางแย้มยิ้มกล่าว

"ท่านกล่าวถูกต้องแล้ว นายท่านรออยู่ในเมืองจริงๆ"

เฉินเสี่ยวอิงเหลือบสายตามองผู้มาใหม่ ส่งเสียงอ้อยอิ่ง

"นายท่านหรือ? ที่แท้ท่านเป็นมนุษย์จริงๆ"

บุรุษร่างผอมบางแย้มยิ้มเล็กน้อย พลางกล่าว

"ข้าพเจ้ามีนามเถียนสู่ ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์จริงๆ"

เฉินเสี่ยวอิงแค่นยิ้มเล็กน้อย กล่าวถามต่อ

"ที่นายท่านของท่านรออยู่เป็นผู้ใด? หลี่เหลยเฟิงหรือข้าพเจ้า?"

"มิใช่คุณชาย และมิใช่ท่าน แต่เป็นข้าพเจ้า"

เฉินเสี่ยวอิงแค่นหัวร่อเล็กน้อย พลางกล่าว

"เมื่อมันต้องการทราบเรื่องราวของพวกเรา ไฉนกลับมิต้องการทราบจากพวกเราเอง?"

"เนื่องเพราะนายท่านมิต้องการเข้าใกล้พวกท่านมากเกินไป"

"เพราะเหตุใด?"

"ข้าพเจ้ามิทราบ"

เถียนสู่มิทราบ นางกลับมิคาดคั้นถาม เนื่องเพราะเมื่อมันมิทราบ คาดคั้นถามต่อไปกลับคล้ายเป็นไร้ประโยชน์อย่างยิ่ง

หากแต่ยามนี้ นางยังมีบางประการใครต้องการทราบคำตอบ

"ท่านทราบหรือไม่ ผู้ใช้สอยท่านมาเป็นผู้ใด?"

"ข้าพเจ้ามิทราบ ข้าพเจ้าทราบเพียง นายท่านให้ราคางามอย่างยิ่ง"

หลี่เหลยเฟิงเงียบงันมานาน บัดนี้จึงส่งเสียงขึ้นบ้าง

"มันมีลักษณะเช่นใด?"

"นายท่านเป็นบุรุษรูปงามอย่างยิ่ง ท่าทีสง่าผ่าเผย คล้ายเป็นคุณชายตระกูลมั่งมี ทว่านายท่านก็ชมชอบเสพความสำราญอย่างยิ่งเช่นกัน แต่ละวันนายท่านต้องการสตรีอย่างน้อยสองนาง"

เฉินเสี่ยวอิงพลันเค่นเสียงออกจากลำคอคำหนึ่ง

"ไป่หูลี่..."

หลี่เหลยเฟิงส่งเสียงเชื่องช้า

"เป็นมันจริงๆ"

ดวงตาเฉินเสี่ยวอิงพลันมีประกาย กล่าวถามอีก

"สตรีเหล่านั้นล้วนเป็นท่านจัดหา?"

"ล้วนเป็นข้าพเจ้าจัดหาทั้งสิ้น"

"ท่านส่งให้มันเป็นจำนวนเท่าใดแล้ว?"

"ร่วมสี่นาง"

"ท่านทราบหรือไม่ ชะตากรรมของพวกนางเป็นเช่นไรแล้ว?"

"ข้าพเจ้ามิทราบ"

เฉินเสี่ยวอิงหรี่ดวงตาคู่งามจนเรียวเล็ก ส่งเสียงเย็นชา

"อีกไม่นานท่านต้องทราบแล้ว"

คล้อยหลังไปไม่นาน เถียนสู่พลันทราบชะตากรรมพวกนางจริงๆ...

###

นอกกำแพงเมืองปรากฏผู้คนมากมาย บ้างถกเถียงโต้แย้ง บ้างวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งหมดล้วนกำลังจับกลุ่มล้อมดู

ที่พวกมันล้อมดูเป็นร่างสตรีงดงามสองนาง ดวงตาคู่งามของพวกนางปิดสนิท ใบหน้าขาวซีดของพวกนางยังดูเป็นปกติ

พวกนางคล้ายเพียงหลับใหลไปเท่านั้น เพียงหลับใหลไปชั่วกาล!

ข้างกายพวกนางมีสตรีกลางคน แต่งกายงดงามด้วยอาภรณ์ราคาแพง นั่งร่ำให้สะอึกสะอื้นแทบสิ้นสติ ริมฝีปากที่แต้มชาดจนแดงฉานกล่าวาจากับดินฟ้า คล้ายเป็นสตรีเสียสติ

"พวกท่านไฉนทิ้งเราไปเช่นนี้? ไฉนจากเราไปรวดเร็วเช่นนี้? พวกท่านจากไปเยี่ยงนี้ จะหาผู้ใดทำเงินทองให้เราได้อีก?"

วาจาของนางยิ่งกล่าวยิ่งชวนให้สตรีรู้สึกสมเพช บุรุษรู้สึกเวทนา

หากแต่ที่บนกำแพงเมือง กลับมีบุคคลผู้หนึ่ง ผู้มิได้รู้สึกสมเพชเวทนา กลับรู้สึกพิกลยิ่งกว่า ซับซ้อนยิ่งกว่า คล้ายดั่งเป็นบุคคลไร้สามารถ มิอาจกระทำตามหน้าที่ได้สำเร็จลุล่วง

หลี่อวิ๋นซินพบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งรู้สึกสะทกสะท้อน หากนางมิอาจกระทำการณ์อันใดได้ เนื่องเพราะยามนี้ ที่นางสามารถกระทำได้ดีที่สุด เพียงติดตามดูพฤติการณ์ของมารจิ้งจอกขาว

เมื่อครู่นางกับจางหย่งยังคงติดตามไป่หูลี่ ติดตามมาจนกระทั่งบริวารไป่หูลี่ผู้หนึ่ง โอบอุ้มร่างไร้วิญญาณของสตรีทั้งสองนาง พาดบ่าข้าละนาง โลดแล่นออกมา ณ ที่นี้

จนบัดนี้นางจึงคิดเห็น นางสมควรติดตามมันมาอย่างยิ่งจริงๆ เนื่องเพราะนางพลันพบเห็นบุปผาดอกหนึ่ง บุปผาสีขาวสะอาด บุปผาที่งดงามอย่างยิ่ง

เฉินเสี่ยวอิงอยู่ในกลุ่มผู้คน!

หลี่อวิ๋นซินคล้ายปีติอย่างยิ่ง ปีติจนลิงโลด นางคิดกระโดดลงจากกำแพงในทันที ใคร่ต้องการเข้าไปกุมมือเฉินเสี่ยวอิง ดูว่ามือนางยังอุ่นดีหรือไม่ ใคร่ต้องการพิสูจน์ว่าเฉินเสี่ยวอิงยังมีชีวิตอยู่จริงหรือไม่

ทว่าทุกประการเหล่านั้น นางมิอาจกระทำได้ เนื่องเพราะสายตานางบังเอิญเหลือบมองเห็นบุคคลอีกผู้หนึ่ง

บุรุษร่างผอมบาง ท่าทีกลิ้งกลอก บุรุษซึ่งก่อนหน้านี้นำพาสตรีทั้งสองนางที่กลายเป็นร่างไร้วิญญาณทอดนอนอยู่เบื้องล่างนั้นไปให้มารจิ้งจอกขาว

บัดนี้เถียนสู่ตะลึงลานไปแล้ว มันมิเคยคาดคิด พวกนางจะมีชะตากรรมเช่นนี้ ยิ่งไม่คาดคิด ตนเองยังมีส่วนทำให้พวกนางเป็นเช่นนี้

หลี่อวิ๋นซินพบเห็นเถียนสู่ ดวงตานางถึงกับมีประกาย เมื่อเบือนสายตากลับไปยังเฉินเสี่ยวอิงอีกครา พลันพบเห็นเฉินเสี่ยวอิงขยับออกจากกลุ่มผู้คนแล้ว

เฉินเสี่ยวอิงขยับออกจากกลุ่มผู้คน เดินตรงไปยังบุรุษผู้หนึ่ง บุรุษหนุ่มผู้นี้มีท่าทีสง่าผ่าเผย ทว่าแววตากลับระแวดระวังอย่างยิ่ง คล้ายดั่งเกรงกลัวความผิดอันเป็นความลับจะถูกเปิดเผย

ท่าทีเฉินเสี่ยวอิงก็คล้ายสนิทสนมกับบุรุษผู้นี้อย่างยิ่ง วาจาที่กล่าวแก่เขายังคล้ายอ่อนหวานกว่าปกติ

"ท่านยังมิเข้าไปในเมือง?"

หลี่เหลยเฟิงถอนใจเล็กน้อยจึงกล่าว วาจาที่เขากล่าวแก่นางก็คล้ายนุ่มนวลอย่างยิ่ง

"ข้าพเจ้าความจริงมิสมควรเข้าไป"

"ไฉนมิสมควร?"

"เนื่องเพราะ ข้าพเจ้าความจริงคิดพาท่านมาเพียงเท่านี้"

ดวงตาเฉินเสี่ยวอิงพลันเบิกกว้าง ร่ำร้องขึ้นในใจ

"... เพราะเหตุใด เพราะเหตุใดท่านจึงคิดลาจากข้าพเจ้าไปเร็วนัก?'

วาจาเหล่านี้นางมิได้กล่าวออกไป เพียงส่งเสียงสั่นเครือ

"ทว่าที่นี้... ในเมืองนี้ ยังมีมารอยู่ ยังมีมารจิ้งจอกขาวอยู่..."

หลี่เหลยเฟิงทอดถอนใจอีกเล็กน้อย กล่าวตอบว่า

"ดังนั้นข้าพเจ้าจำต้องเข้าไป"

วาจานี้ยามหลุดจากปากหลี่เหลยเฟิง พลันคล้ายเป็นพู่กัน แต้มรอยแยิ้มหยาดเยิ้มบนใบหน้าดรุณีน้อยเบื้องหน้า หลี่เหลยเฟิงก็คล้ายต้องการจ้องมองรอยยิ้มนั้นให้เนิ่นนานต่อไป ทว่าเขากลับเบื้อนหน้าหลบ สืบเท้าก้าวตรงไปยังประตูเมือง

หลี่อวิ๋นซินพบเห็นหลี่เหลยเฟิงแล้ว ในดวงตาปรากฏประกายฉงนสงสัย บุรุษผู้นี้เป็นผู้ใด? ในท่าทีแปลกประหลาดพิกลนี้มีเจตนาใด?

นางคิดติดตามดูบุคคลทั้งสอง หากแต่ยังมิอาจลืมเลือนบุรุษอีกผู้หนึ่งได้

หลี่อวิ๋นซินกระโดดลงมาที่เบื้องหน้าเถียนสู่ บุรุษร่างเล็กถึงกับสะดุ้งสุดตัว ล่าถอยไปหลายก้าว

หลี่อวิ๋นซินแย้มยิ้ม ที่แก้มด้านซ้ายปรากฏรอยลักยิ้มบุ๋มลึก

"ท่านเกรงกลัวข้าพเจ้าไปไย? ข้าพเจ้าเป็นเพียงบุคคลธรรมดา ที่ท่านสมควรเกรงกลัวจึงเป็นบุคคลที่ท่านนำพาสตรีทั้งสองนางนี้ไปให้มัน"

เถียนสู่มีสีหน้าแตกตื่นจนซีดเผือด ร้องเสียงตะกุกตะกัก

"ท่าน... ท่านทราบ?"

"ข้าพเจ้าย่อมทราบ"

เถียนสู่ท่าทีลนลาน คิดหมายหลบหนีจากไป จนใจที่ขาทั้งสองไม่ยินยอมปฏิบัติตาม ละล่ำละลักถาม

"ท่านเป็นผู้ใด? มันเป็นผู้ใด?"

"ข้าพเจ้าเป็นศิษย์สำนักปราบมาร มันเป็นมาร"

สีหน้าเถียนสู่ยิ่งแตกตื่น ยิ่งซีดจนกลายเป็นม่วงคล้ำไปแล้ว หลี่อวิ๋นซินกล่าวสืบต่อ

"ทางที่ดี ท่านสมควรช่วยเหลือข้าพเจ้า ทำตามคำข้าพเจ้า"

"ทำตามคำท่าน ทำสิ่งใด?"

หลี่อวิ๋นซินแย้มยิ้มกล่าวต่อ

"ก่อนอื่นท่านตอบคำถามข้าพเจ้า ท่านนอกจากนำพาสตรีไปให้มันแล้ว ยังกระทำสิ่งใดให้มันอีกหรือไม่?"

เถียนสู่ผงกศีรษะ กล่าวตอบ

"ข้าพเจ้า... มันให้ข้าพเจ้าเฝ้าติดตามบุรุษสตรีคู่หนึ่ง คนคู่นี้เดินทางถึงที่ใดแล้ว ให้รายงานต่อมัน"

หลี่อวิ๋นซินดวงตาเป็นประกาย กล่าวถามอีก

"ใช่บุรุษในเสื้อคลุมสีแดง กับสตรีงดงามที่เข้าเมืองไปเมื่อครู่ใช่หรือไม่"

เถียนสู่ผงกศีรษะโดยแรงหลายครั้งครา หลี่อวิ๋นซินจึงแย้มยิ้มกล่าวแก่เถียนสู่

"กลับไปส่งข่าวมารผู้นั้นเช่นเดิม หากแต่บอกต่อมันว่า บุรุษสตรีคู่นั้นได้เดินทางเลี่ยงเมืองไปแล้ว..."

"ท่าน... ท่านยังให้ข้าพเจ้าไปหาพวกมัน ให้ข้าพเจ้าไปหามาร?"

"ถูกต้อง"

หลี่อวิ๋นซินยังคงแย้มยิ้ม กล่าวสืบต่อ

"ท่านส่งข่าวให้มัน มีประโยชน์แก่มันอย่างยิ่ง มันย่อมมิทำอันตรายท่านอย่างแน่นอน"

แววแตกตื่นในดวงตาเถียนสู่ค่อยสลายคลายไปเล็กน้อย พลันมีแววกลิ้งกลอกปรากฏแทนที่ ริมฝีปากมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้น กล่าวถามต่อ

"หากข้าพเจ้าทำตามคำท่าน ท่านจะกรุณาสิ่งใดต่อข้าพเจ้า?"

ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อย หากมุมปากยังมีรอยแย้มยิ้มอยู่ นางส่งเสียงเชื่องช้า

"หากท่านกระทำสำเร็จ ข้าพเจ้าย่อมมีสี่งตอบแทนแก่ท่าน มิยิ่งหย่อนไปกว่ามันเป็นแน่แท้"

บนใบหน้ากลิ้งกลอก พลันมีรอยยิ้มกลอกกลิ้ง บุรุษร่างเล็กรับคำนางแล้วเร่งฝีเท้าผ่านประตูเมืองไป

หลี่อวิ๋นซินจับสายตาเย็นชาจ้องมองร่างผอมเล็ก นางพลันกระโดดขึ้นบนกำแพงเมือง กระโดดไปตามหลังคาคูหาที่เรียงรายในเมือง 

###

วิกาลเลือนราง บนห้องพักของร้านสุราใหญ่ยังมีแสงโคมลอดผ่านบานหน้าต่าง แสงโคมริบหรี่ตั้งอยู่บนโต๊ะกลางห้อง ในห้องถึงกับมีผู้คนอยู่สี่คน

เปลวเพลิงในโคมสั่นระริก สั่นระริกเช่นเดียวกับร่างเล็กผอมบางที่มุมห้อง

ไป่หูลี่นั่งอยู่ที่โต๊ะ ด้านหลังยังมีบริวารมารอีกสองคน

แสงโคมลูบไล้ใบหน้ามารจิ้งจอกขาว ประกายตาก็คล้ายเป็นประกายตาสุนัขจิ้งจอกในแสงจันทรา ส่งเสียงกล่าวขึ้น

"ท่านว่า พวกนางเลี่ยงเมืองไปแล้ว?"

เถียนสู่ผงกศีรษะเป็นคำตอบ

"เหตุใดมันจึงใช้เส้นทางนั้น?"

"ข้าพเจ้า... มิทราบ"

ใบหน้าเถียนสู่ยิ่งซีดขาวกว่าเดิม หน้าผากมีเหงื่อไหลซึมเป็นเส้นสาย

บุคคลยามกล่าววาจามดเท็จ ย่อมมิอาจไม่เปิดเผยพิรุธ เพียงมีผู้สังเกตุเห็น ย่อมสามารถทราบได้

หากแต่ยามนี้เป็นกลางวิกาล แสงโคมสลัวเลือนราง ไป่หูลี่จึงคล้ายมิอาจสังเกตุพบพิรุธนี้ หรือบางทีไป่หูลี่มิต้องการสังเกตุพิรุธของมัน ดังนั้นจึงเรียกบริวารให้มอบทองคำให้มันอีกหลายก้อน แล้วโบกมือเรียกมันออกไป

เถียนสู่ออกไปแล้ว ไป่หูลี่พลันทอดถอนใจยาว กล่าวเชื่องช้า

"จะสังหารมัน ครานี้นับว่ามิใช่ง่ายดายแล้ว"

บริวารที่ด้านหลังผู้หนึ่งส่งเสียงถาม

"มิใช่ง่ายดาย?"

ไป่หูลี่ผงกศีรษะ แล้วอธิบาย

"เนื่องเพราะมันคล้ายยินดีต่อการมีชีวิต มิยินยอมตายโดยง่ายแล้ว"

บริวารอีกผู้หนึ่งกล่าวถามขึ้นบ้าง

"หลี่เหลยเฟิงที่ชืดชาต่อการมีชีวิต ไฉนพลันยินดีต่อการมีชีวิต?"

บุคคลผู้หนึ่งสามารถกระทำประโยชน์ให้บุคคลอื่นได้ ย่อมยินดีต่อการมีชีวิต ตรงกันข้าม หากมิอาจกระทำประโยชน์แก่ผู้ใดแม้น้อยนิดแล้ว ย่อมสมควรยินดีต่อความตาย

ไป่หูลี่เข้าใจประการเหล่านี้ ทว่ามันมิตอบคำถามใดแล้ว เนื่องเพราะยามนี้ ดวงตามันมีประกายวาวราวคมกระบี้วูบขึ้น!

###

วิกาลคล้อยดึก บนถนนยิ่งเงียบวังเวง

ในวิกาลมืดมิด ผู้คนย่อมพักผ่อนหลับนอน หากแต่ในยามนี้กลับยังมีเงาร่างสองสายวูบไหวไปมาอยู่บนหลังคา

หลี่อวิ๋นซินและจางหย่งยังคงเฝ้าติดตาม ทว่าที่พวกมันติดตามกลับมิใช่มาจิ้งจอกขาวแล้ว ที่พวกนางติดตามคือเฉินเสี่ยวอิงและบุรุษอีกผู้หนึ่ง

ยามนี้แสงโคมจากห้องพักเฉินเสี่ยวอิงดับลงแล้ว หากแต่แสงโคมจากห้องบุรุษที่มากับนางยังสว่างอยู่ แสดงว่าบุคคลในห้องยังมิได้หลับนอน

จางหย่งมองเงาบุรุษที่ทาบทับอยู่บนบานหน้าต่างแล้วกล่าว

"บุคคลผู้นี้ดูไปคล้ายไม่มีที่พิรุธใด"

หลี่อวิ๋นซินก็เพ่งมองที่เงาร่างนั้นแน่วนิ่ง ส่งเสียงตอบเชื่องช้า

"มันดูไปคล้ายไม่มีที่พิรุธ ทว่าบางครามันกลับคล้ายระแวดระวังเกินไป บางคราดวงตามันยังคล้ายหวาดระแวงอยู่หลายส่วน"

บุคคลเมื่อกระทำผิด จึงหวาดระแวง หากบุคคลมิได้กระทำผิด ไฉนต้องหวาดระแวง?

จางหย่งย่อมเข้าใจเรื่องราวประการนี้ ดังนั้นจึงมิกล่าวถามอีก

พลันแสงโคมในห้องวูบดับลง จางหย่งจึงกล่าว

"มันคล้ายพักผ่อนแล้ว?"

"พักผ่อนหรือไม่ล้วนไม่เป็นเรื่องสำคัญแต่ประการใด เนื่องเพราะข้าพเจ้ามันใจ มันย่อมไม่ทำร้ายเสี่ยวอิง"

"ท่านไฉนมั่นใจ?"

"เนื่องเพราะที่ผ่านมา มันมีโอกาสลงมือมากมายอย่างยิ่ง"

"มันกลับไม่ทำ ย่อมเป็นเพราะมันมิได้ต้องการทำอันตรายนาง?"

หลี่อวิ๋นซินผงกศีรษะพลางกล่าว

"ดังนั้น ยามนี้จึงเป็นเวลาสมควรส่งข่าวกลับสำนัก บอกกล่าวท่านปู่ เพื่อให้ท่านผู้เฒ่าคลายใจ"

###

 

ทักทาย

คุณ Nattee >> ขอบคุณที่ติดตามขอรับ (ข้าน้อยขอคารวะ ^/\^)

 




ขอเชิญเข้ามาพูดคุยร่วมแสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกับกระทู้นี้ได้เลยนะคะ...


ความเห็นที่ 1 ...โดย   อัว
ว่าจะเข้ามารับทองคำจาก "ไปหูลี่" แต่เห็นต้อง "โก้งโค้งคำนับ" เออ คิดว่ารอดูเฉยๆ ก่อนละกัน

03 ก.ย. 50 15:16:41 น.  80.56.249.70

ส่งความเห็นของคุณ
จาก :
email :
   
Forecolor
Link
Image
Emotions
HR
Cut
Copy
Paste
Bold
Italic
Underline
Image
Image
Image
Justify Left
Center
Justify Right
Ordered List
Unordered List
Decrease Indent
Increase Indent


 
New Page 3

WebBoard Designed By http://www.jj-book.com

For Admin Only