ประกาศิตจอมมาร ๑ รับหน้าที่  
โดย.. หลิวหย่งซื่อ  (นักรบ)

ความจริงเรื่องนี้เราเคยเอามาโพสต์ไว้ 2 - 3 ตอน ก่อนเกิดวิกฤตการณ์เว็บล่ม...
หลังจากนั้นไปเราก็ไม่ได้โพสต์ต่ออีกเลย... คาดว่าเป็นปีแล้ว ^^'
เอาเป็นว่าจากนี้ไปเราจะพยายามมาโพสต์ให้ต่อเนื่อง
แต่เนื่องจากเรายังเขียนไม่จบ ดังนั้นเวลาในการจึงอาจต้องขึ้นอยู่กับเวลาในการเขียนด้วย (ไม่ได้แก้ตัวนะ - -')
จึงต้องขออภัยผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยขอรับ

หลิวหย่งซื่อ (นักรบ)

###

ประกาศิตจอมมาร ๑ รับหน้าที่

 

อันใดๆ ในโลกย่อมมีคู่ปรับเป็นของคู่กัน เมื่อมีมืดย่อมมีสว่าง มีขาวย่อมมีดำ มีสุขย่อมมีทุกข์ เมื่อมีจอมมาร ย่อมมิอาจไม่มีผู้ปราบมาร มิคาด... ผู้รับหน้าที่ปราบมารกลับเป็นสตรี เป็นดรุณีน้อยโฉมสะคราญนางหนึ่ง

###

กลางป่าไผ่ทั้งเงียบสงัดทั้งวังเวง มีเพียงเสียงหวีดหวิวของกิ่งไผ่ยามต้องลม

สายลมพัดผ่านไปวูบหนึ่ง พลันปรากฏเงาร่างสีแดงสายหนึ่งร่วงหล่นประดุจใบไผ่ร่วงจากกิ่งกระทบพื้นหญ้าอย่างเงียบกริบ

... เป็นบุรุษหนุ่มในเสื้อคลุมสีแดงผู้หนึ่ง

เสื้อคลุมปกปิดมิดชิดตั้งแต่ลำคอจรดปลายเท้า ท่วงท่าของคนยังสง่าผ่าเผย ทั้งร่างสูงราวเจ็ดเชี้ยะสามนิ้ว เค้าหน้าคมคาย คิ้วดกหนา จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเม้มสนิท จัดได้ว่าเป็นบุรุษรูปงามผู้หนึ่ง ทว่านัยน์ตากลับทอประกายเศร้าหมองชนิดหนึ่ง

ในมือขวาหอบหิ้วฟืนมัดหนึ่ง ในมือซ้ายถือกระตายป่าตัวหนึ่ง เขาจัดแจงตั้งแคร่ ถลกหนังกระต่าย ก่อไฟ แล้วจึงร้อยกระต่ายเอาขึ้นพาดบนแคร่ เขานั่งลงบนก้อนหินก้อนหนึ่ง เริ่มต้นย่างกระต่าย


ผ่านไปเนิ่นนาน กลิ่นกระต่ายป่าสุมไฟหอมฟุ้งเชื้อเชิญบางสิ่งก้าวย่างออกจากกอไผ่

ไม่ทราบเป็นมนุษย์หรือสัตว์ เนื่องเพราะรูปลักษณ์ของมันแปลกประหลาดอย่างยิ่ง

หลังของมันงองุ้ม แขนยาวถึงปลายเท้า รูปหน้าเรียวแหลม ศีรษะล้านเลี่ยนไร้เส้นผมสักเส้น เช่นนี้มิอาจเรียกว่าเป็นมนุษย์!

เมื่อไม่อาจนับเป็นมนุษย์ ย่อมมิสมควรกล่าววาจาได้ ทว่าบัดนี้มันกลับกล่าววาจาแล้ว มันกล่าวได้น่ารังเกียจ กล่าวด้วยเสียงน่ารังเกียจว่า

"เมื่อมีกระต่ายป่าสุมไฟหอมหวลเช่นนี้ ไฉนขาดผู้ร่วมดื่มกิน?"

บุรุษในเสื้อคลุมแดงมิเงยหน้าขึ้นมองมัน กลับกล่าวเสียงเย็นชา

"ผู้ใดเชิญ?"

"กระต่ายป่า..."

"กระต่ายป่าไร้วิญญาณ ไฉนสามารถกล่าวเชื้อเชิญ?"

"กระต่ายป่ามิอาจกล่าวเชื้อเชิญ ผู้เชื้อเชิญเป็นท่าน"

"เป็นข้าพเจ้า?"

"เป็นท่านจริงๆ"

บุรุษเสื้อคลุมแดงทอดถอนใจเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อ

"ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้ท่านติดตาม"

"ข้าพเจ้ามิอาจไม่ติดตาม"

"เพราะเหตุใด?"

"เหล่ามารขาดซึ่งผู้นำ มิอาจรวมเป็นหนึ่ง ขอท่านโปรดกลับหุบเขามารพร้อมข้าพเจ้า"

ตัวน่ารังเกียจนี้ที่แท้เป็นมาร... มารน่ารังเกียจ

บุรุษในเสื้อคลุมแดงหยีตาจนเรียวเล็ก กล่าวเสียงราบเรียบ

"มนุษย์เช่นข้าพเจ้า มิบังอาจย่างกรายเข้าสู่หุบเขามาร"

"ถูกต้อง... ยามนี้ท่านเป็นเพียงมนุษย์"

มันเยื้องย่างเข้าใกล้... ใกล้พอจะยืดแขนยาวของมัน คว้าจับคออีกฝ่ายได้

"หากทันทีเมื่อท่านก้าวเท้าเข้าสู่หุบเขามาร ท่านจักสามารถเป็นผู้นำเหล่ามาร"


กระต่ายสุมไฟยิ่งนานยิ่งหอมฟุ้ง ยิ่งหอมกรุ่นกว่าเดิม

ผ่านไปเนิ่นนาน ความเงียบเข้าครอบคลุมทั่วบริเวณ ทั้งสองมิอาจมีผู้ใดเคลื่อนไหว เนื่องเพราะเมื่อเคลื่อนไหว เมื่อนั้นจักบังเกิดภัยแก่ตน


ผ่านไปอีกเนิ่นนาน บุรุษในเสื้อคลุมแดงจึงรำพัน

"กระต่ายเกรียมได้ที่แล้ว สมควรแก่เวลาดื่มกิน"

ฉับพลันนั้นเอง กรงเล็บโค้งยาวยืดออกหมายคว้าตะปบเข้าที่ลำคอ บุรุษเสื้อคลุมแดงย่อมสมควรเคลื่อนไหวหลบเลี่ยงแล้ว!

สมควรเคลื่อนไหวกลับไม่เคลื่อนไหว กรงเล็บโค้งยาวก็ไม่ตะปบเข้าที่ลำคอ...

พลันร่างงองุ้มกลับฉีกขาด... ฉีกขาดคล้ายผืนกระดาษฉีกขาด โลหิตสีเขียวสาดกระเซ็นรดราดกระต่ายป่า บังเกิดแววหมองหม่นวูบหนึ่งในประกายตาของบุรุษเสื้อคลุมแดง แต่แล้วพลันกลับเป็นนิ่งเฉยเช่นเดิม

ยามนั้นที่เบื้องหน้าเขาปรากฏสตรีนางหนึ่ง

สตรีผู้นี้รูปโฉมงดงามยิ่ง ใบหน้ากลมมนขาวเนียน คิ้วโค้งโก่งได้รูป นัยน์ตานางเป็นประกายสุกใส ริมฝีปากแดงปานโลหิตแฝงรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม

หากนางมิได้แต่งกายด้วยอาภรณ์สีดำ อีกไม่มีปานรูปแมงมุมดำที่อกขวา อาจคิดได้ว่านางเป็นเทพธิดาในแดนสวรรค์ จำแลงกายลงมาหยอกล้อหมู่มวลมนุษย์ให้หวั่นไหว

อาภรณ์สีดำ... ถักทอด้วยเส้นใยเป็นผืนผ้าโปร่งบางตัดกับผิวกายขาวเนียนปานประหนึ่งหยกขาวเนื้อดี นางกล่าววาจาด้วยเสียงนุ่มนวลอ่อนหวาน แฝงอำนาจเย้ายวนชนิดหนึ่ง

"กระต่ายป่าเปื้อนเปรอะโลหิตโสโครกน่ารังเกียจ มิสมควรแก่การรับประทาน"

บุรุษในเสื้อคลุมแดงกล่าวตอบว่า

"กระต่ายป่าเปื้อนเปรอะโลหิตมาร ท่านไฉนว่าน่ารังเกียจ?"

"มารชั้นต่ำย่อมน่ารังเกียจ"

"ท่านมิใช่?"

สตรีนั้นแค่นเสียงเฮอะ แล้วกล่าวตอบ

"ข้าพเจ้าย่อมเปรียบเทียบกับมัน"

"เช่นนั้นเป็นใคร?"

"เป็นทาสรับใช้ท่าน"

"มารเช่นท่านเป็นทาสรับใช้ข้าพเจ้า?"

"ถูกต้อง"

"ข้าพเจ้ามิบังอาจ"

"ไฉนมิบังอาจ... ฐานะเช่นท่านย่อมมิอาจให้มารชั้นต่ำรับใช้"

ที่แท้นางมิใช่มนุษย์จริงๆ กลับเป็นมาร หนำซ้ำมิใช่มารชั้นต่ำ

... มารชั้นสูงย่อมแตกต่างจากมารชั้นต่ำ อย่างน้อยมารชั้นสูงไม่มีรูปร่างอัปลักษณ์น่ารังเกียจ ไม่มีโลหิตสีเขียว อีกทั้งไม่ชมชอบเนื้อกระต่ายป่า นางชมชอบเพียงเนื้อมนุษย์!

ทว่าบุรุษตรงหน้ากลับมิใช่มนุษย์ที่นางต้องการรับประทาน... เช่นนั้นแล้ว นางต้องการสิ่งใด?

บุรุษในเสื้อคลุมแดงมองชิ้นส่วนของมารชั้นต่ำที่กลาดเกลื่อนอยู่โดยรอบแล้วกล่าวถามนางมาร

"เมื่อเป็นมารเช่นเดียวกัน เหตุใดต้องฆ่า?"

"เนื่องเพราะมันต้องการฉีกเนื้อท่าน"

"มันยังมิได้ลงมือ"

"มันแม้เพียงคิดก็ไม่สมควรมีชีวิตอยู่แล้ว"

นางมารย่างกรายเข้าใกล้ ยามย่างกรายกลับรวดเร็ว เพียงพริบตา นิ้วมือขาวเรียวก็สัมผัสใบหน้าของบุรุษในเสื้อคลุมแดง... เป็นนิ้วมือที่ฉีกร่างมาร!

นางลูบไล้ใบหน้าเขา พลางส่งเสียงอ้อยอิ่ง

"ข้าพเจ้าไม่เร่งร้อน ขอเพียงท่านคิดใคร่ครวญข้อเสนอของข้าพเจ้าสักเล็กน้อยก่อน ท่านประมุข"

สีหน้าของบุรุษในเสื้อคลุมแดงยังคงนิ่งเฉยมิแปรเปลี่ยน กล่าวว่า

"ข้าพเจ้ามิใช่ประมุขของท่าน"

นางมารรู้สึกขัดในอารมณ์ สะบัดแขนเสื้อไพล่หลัง กล่าวว่า

"กล่าวได้ประเสริฐ แต่อีกไม่ช้าท่านต้องยอมรับ"

พลันเสื้อคลุมสีดำโปร่งบางไหววูบหนึ่งจึงหายไป

บุรุษในเสื้อคลุมแดงได้เพียงทอดถอนใจ รำพัน

"มารหนอ มนุษย์หนอ ใยต้องล้างผลาญ? ใยต้องฆ่าฟัน?"

กล่าวจบ กล้ามเนื้อทุกส่วนพลันกระตุกถี่เร็ว ร่างพลันล้มลงดิ้นรน ทุรนทุราย คล้ายได้รับความเจ็บปวดสาหัสทั่วทั้งร่าง!

###

ยามนั้นที่สาขาใหญ่ของสำนักมังกรเทพต่างอึกทึกครึกครื้น ห้องโถงเต็มไปด้วยผู้คนตั้งแต่บุคคลธรรมดา ชาวยุทธ ตลอดจนขุนนางชั้นผู้ใหญ่จำนวนมาก ต่างทยอยเดินทางมาอวยพรวันเกิดครบรอบหกสิบปีของเจ้าสำนักรุ่นที่สองแห่งสำนักมังกรเทพ

เวลานี้ชายชรานวดเครายาวจรดหัวเข็มขัด สีหน้าซูบซีดด้วยวัยที่ร่วงโรย ทว่าท่วงท่ายังคงความน่าเกรงขาม กลับมีประกายตาอ่อนโยน ทั้งยังเปรมปรีดิ์ยิ่ง แย้มยิ้มแล้วกล่าวปราศรัย

"ข้าพเจ้าขอบคุณทุกท่านที่สละเวลามาเป็นเกียรติ์แก่ข้าพเจ้าในวันนี้"

พลันมือกระบี่วัยกลางคนผู้หนึ่งลุกขึ้นยืนกล่าวว่า

"เจ้าสำนักเฉินมิจำเป็นต้องกล่าวขอบคุณ... นับแต่เจ้าสำนักหลิวก่อตั้งสำนักมังกรเทพ สังหารจอมมาร สร้างสันติสุขให้บังเกิด ก็นับเป็นบุญคุณแก่ผู้น้อยยิ่งแล้ว"

ผู้คนปรบมือ กล่าวคำ `ประเสริฐ' จากนั้นนักบวชลัทธิเต๋ากล่าวสืบต่อ

"มิเพียงเท่านั้น หลังจากสิ้นเจ้าสำนักหลิว เจ้าสำนักเฉินได้สานต่อความเกรียงไกร ปรามมารทั่วแผ่นดิน นับเป็นบุญคุณใหญ่หลวงเช่นกัน"

ผู้คนปรบมือ กล่าวคำ `ประเสริฐ' อีกครา


เจ้าสำนักเฉินแห่งสำนักมังกรเทพ มีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นที่ยกย่อง เนื่องเพราะสำนักมังกรเทพแบกรับภาระหน้าที่อันใหญ่หลวง หน้าที่ที่ไม่มีผู้ใดกล้ารับ

... หน้าที่ปราบมาร

สำนักมังกรเทพมีหน้าที่ปราบมาร ทว่าบัดนี้กลับมีมารอาจหาญ ก้าวเดินสู่ดินแดนมรณะ...

เวลานั้น พลันปรากฏซุ่มเสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างสีขาวสายหนึ่งถลันเข้ามากลางห้องโถง

"สำนักมังกรเทพจัดงานเลี้ยงใหญ่โต กลับมิเชื้อเชิญข้าพเจ้า มิให้เกียรติ์ข้าพเจ้า นับว่าเสียมารยาทอย่างยิ่ง!"

บุรุษผู้มาใหม่สวมใส่อาภรณ์สีขาวงดงาม ตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อดี ท่าทีนั้นงามสง่า ประกายตาปรากฏเค้าความหยิ่งทะนงประหนึ่งไร้ผู้ต่อต้าน

บรรดาชาวยุทธต่างหยิบจับอาวุธเตรียมพร้อมเข้าต่อสู้ ทว่าเจ้าสำนักเฉินกลับโบกมือห้ามปราม ทั้งยังคงมีสีหน้านิ่งเฉย กล่าวด้วยเสียงนบนอบ

"มารจิ้งจอกขาวสู้อุตส่าห์เดินทางมาถึงสำนักมังกรเทพ นับเป็นเกียรติ์ยิ่ง เชิญร่วมดื่มกินกันก่อนเถิด"

"เจ้าสำนักเฉินเยือกเย็นยิ่ง สมแล้วที่อดีตเจ้าสำนัก หลิวเทียนหลง ไว้ใจให้สืบทอดตำแหน่งต่อ ทว่าวันนี้ข้าพเจ้ามิได้ต้องการมาเพื่อดื่มฉลอง ข้าพเจ้าเพียงมาเพื่อแจ้งข่าว"

"ข่าวใด?"

"เกรงเป็นข่าวร้ายแก่พวกท่าน"

"เชิญท่านกล่าวมาเถิด"

มารจิ้งจอกขาวก้าวขยับมาข้างหน้าก้าวหนึ่ง สะบัดชายเสื้อ แล้วหันไปประกาศแก่ผู้ร่วมงานเลี้ยงทั้งหลาย

"ทุกท่านจงฟัง ยามนี้ใกล้เวลาที่จอมมารจะถือกำเนิดใหม่แล้ว..."

มารจิ้งจอกขาวหยุดกวาดตามองปฏิกิริยาจากชาวยุทธ ณ ที่นั้น แล้วจึงกล่าวต่อ

"มาตรว่าพวกท่านต้องการยับยั้งก็มีอาจกระทำได้ จงเตรียมใจรับความหายนะครั้งนี้เสียเถิด"

กล่าวจบ มารจิ้งจอกขาวพลันถลันออกจากห้องโถงพร้อมเสียงหัวร่อสะเทือนเลือนลั่น

ผู้คนที่มาร่วมงานต่างตะลึงลาน ทั้งเจ้าสำนักเฉินก็มีสีหน้าซีดเผือดลงแล้ว เจ้าสำนักเฉินมีสีหน้าซีดเผือดเพียงเพราะคำ `จอมมาร'


เมื่อทราบข่าวร้ายเช่นนี้ สำนักมังกรเทพมิอาจนิ่งดูดายแล้ว... การประชุมใหญ่ของสำนักจึงถูกจัดขึ้นในเวลาต่อมา รวบรวมตัวแทนจากสาขาต่างๆ ทั่วทั้งแผ่นดินเข้าหารือเพื่อยับยั้งการกำเนิดใหม่ของจอมมาร

งานเลี้ยงใหญ่พลันเปลี่ยนเป็นการประชุมใหญ่ ปรากฏหัวหน้าสาขาทั้งสี่สาขา ได้แก่สาขาเหนือ สาขาใต้ สาขาตะวันออก และสาขาตะวันตก รวมทั้งประดาศิษย์ของสำนักมังกรเทพอีกราวยี่สิบสามสิบคนนั่งเรียงรายอยู่สองฝั่งซ้ายขวา ที่ตรงกลางหัวแถวด้านในสุดมีเก้าอี้ใหญ่ แกะสลักด้วยลวดลายงดงามวิจิตรชนิดหนึ่ง ไม่ทราบเป็นลวดลายอะไร ผู้ที่นั่งบนเก้าอี้นั้นเป็นใครอื่นมิได้นอกจากเจ้าสำนักเฉิน

เวลานั้นหัวหน้าสาขาตะวันออก เป็นชายชราอายุไล่เลี่ยกับเจ้าสำนักเฉิน ใบหน้าของท่านมีเลือดฝาด หนวดเคราเล็มเรียบร้อย แต่งกายภูมิฐาน ลุกยืนขึ้นแล้วเริ่มกล่าว

"มารจิ้งจอกขาวมาส่งข่าวด้ายตนเองเช่นนี้ สมควรเชื่อถือ"

ทางด้านซ้ายของเจ้าสำนักเฉินเป็นดรุณีน้อยหน้าตาสดใสดวงตากลมโตนางหนึ่ง ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าว

"เชื่อถือได้หรือไม่ ย่อมสมควรป้องกัน"

ชายชราหนวดเคราเล็มเรียบกล่าวถามว่า

"ป้องกันอย่างไร?"

ที่แก้มซ้ายของดรุณีน้อยคล้ายปรากฏรอยลักยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า

"กำจัดจิตจอมมาร ก่อนจอมมารถือกำเนิด"

ชายชรากล่าวถามต่อ

"หลี่อวิ๋นซิน... หรือท่านทราบ จิตจอมมารอยู่ที่ใด?"

"ข้าพเจ้ามิทราบ"

"เช่นนี้สมควรค้นหา?"

"ถูกต้อง"

"ค้นหาที่ใด?"

"จิตมารเฉกเช่นจิตมนุษย์ มิอาจขาดซึ่งร่างกาย"

พลันบุรุษหนุ่มหน้าตาท่าทีเรียบร้อยซึ่งนั่งอยู่ข้างกายหลี่อวิ๋นซินส่งเสียขึ้นบ้าง

"ดังนั้นสมควรสืบเสาะผู้มีจิตมาร?"

"ถูกต้อง..."

หลี่อวิ๋นซินตอบแล้วหยุดเล็กน้อยจึงกล่าวต่อ

"ฟังว่ายามนี้เหล่ามารต่างระส่ำระสาย มิอาจรวมเป็นหนึ่ง ท่านทราบหรือไม่เพราะเหตุใด?"

ครานี้ชายชราหนวดเคราเล็มเรียบมิกล่าววาจา ผู้กล่าววาจาเป็นเจ้าสำนักเฉิน

"ขาดซึ่งจอมมารแล้ว เหล่ามารต่างแตกแยก เนื่องเพราะต่างต้องการเป็นผู้นำเหล่ามาร"

ชายชราหนวดเคราเล็มเรียบส่งเสียงต่อ

"ดังนี้แล้ว เหล่ามารมีบ้างมิต้องการจอมมาร เนื่องเพราะเมื่อมีจอมมาร พวกมันย่อมมิอาจเป็นใหญ่"

หลี่อวิ๋นซินแย้มยิ้มกล่าว

"ผู้เฒ่าโจวกล่าวมีเหตุผลยิ่ง"

บุรุษหนุ่มข้างกายนางกล่าวขึ้นอีกครา

"มารจิ้งจอกขาวรุดส่งข่าวแก่สำนักปราบมารต่อหน้าชาวยุทธ สมควรมีจุดประสงค์บางประการ"

เจ้าสำนักเฉินพลันส่งเสียงถาม

"เนื่องเพราะมันต้องการยืมมือเรา สังหารบุคคลผู้มีจิตจอมมาร ก่อนจอมมารกำเนิดใช่หรือไม่?"

หลี่อวิ๋นซินครุ่นคิดแล้วกล่าวตอบ

"มีเหตุผลอย่างยิ่ง"

ผู้เฒ่าโจวส่งเสียงถามอีกครา

"เมื่อเป็นเช่นนี้ สมควรทำสิ่งใด?"

"เมื่อมันต้องการเช่นนั้น เราไฉนไม่ตอบสนองมันสักครา?"

"หรือท่านคิดสังหารบุคคลผู้มีจิตจอมมาร?"

ดวงตาหลี่อวิ๋นซินพลันปรากฏแววรันทดขึ้น กล่าวต่อ

"มาตรว่ามันมีสายเลือดผูกพันธ์เป็นเป็นญาติพี่น้องข้าพเจ้าจริง เมื่อมันเป็นปิศาจมารร้าย ก็มิอาจ...มิอาจ..."

บุรุษหนุ่มข้างกายนางพลันกล่าวเสียงนุ่มนวล

"กำจัดมารเป็นเรื่องสมควรกระทำแล้ว... แม้ยามนี้มันยังเป็นมนุษย์ หากแต่ภายหน้ามันจะเป็นมารร้าย เป็นภัยอันใหญ่หลวง"

หลี่อวิ๋นซินเข้าใจความหมายของบุรุษข้างกายนาง ดวงตาจึงกลับกลายเป็นครุ่นคิดเข้มแข็งดุจเดิม

"ดังนี้แล้ว สิ่งที่สมควรกระทำต่อไปย่อมเป็นสืบเสาะผู้มีจิตจอมมาร"

ผู้เฒ่าโจวส่งเสียงถาม

"ผู้มีจิตมารเป็นผู้ใด? สามารถเสาะพบได้อย่างไร?"

"ชื่อแซ่บุคคลสามารถเปลี่ยนได้ โฉมหน้าสามารถแปลงได้ กลับมีสิ่งหนึ่งมิอาจลบเลือนได้"

เจ้าสำนักเฉินได้ฟัง พลันแววตาปรากฏประกายวูบหนึ่ง ส่งเสียงแผ่วเบา

"สัญลักษณ์มาร!"

###

ผืนหญ้าเขียวชอุ่ม บุปผาบานสะพรั่ง สายลมบางเบาโชยกลิ่นบุปผาหอมละมุน หรือนี่คือแดนสวรรค์? ใครเลยจะคิดได้ว่าสำนักปราบมารจะมีสถานที่อันน่ารื่นรมย์เช่นนี้

กลางดงดอกหญ้ากลับปรากฏร่างหนึ่งบุรุษหนึ่งดรุณี

บุรุษหนุ่มแต่งกายด้วยอาภรณ์สีฟ้าคราม ทั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าล้วนหมดจดยิ่ง... บุคคลเช่นนี้ ในสำนักปราบมารมีพี่ชายร่วมสายโลหิตของหลี่อวิ๋นซินเพียงผู้เดียว... ผู้มีนามหลี่จิ้ง

ยามนี้หลี่จิ้งกล่าววาจาแล้ว กล่าวด้วยเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนยิ่ง

"ในการประชุมเมื่อครู่ ยังมิทราบผู้ใดรับหน้าที่สืบเสาะจิตจอมมาร?"

"มิว่าเป็นอาวุโสท่านใด หากท่านปู่ไว้วางใจ ข้าพเจ้าล้วนเห็นด้วย"

นางหยุดเล็กน้อย กวาดสายตากลมโตมองไปในทุ่งดอกหญ้า แล้วส่งเสียงราบเรียบ

"ยามนี้บุคคลที่หลี่อวิ๋นซินความเคารพนับถือมีเพียงท่านพี่และท่านปู่บุญธรรมเท่านั้น ไม่ว่าพวกท่านคิดเห็นเช่นใด ข้าพเจ้าล้วนเห็นชอบด้วยทุกประการ..."

หลี่อวิ๋นซินเมื่อกล่าวจบ นางกระโดดถอยหลังไปก้าวหนึ่ง พลันปรากฏเงากระบี่ผืนหนึ่งตรงหน้า เสียงกระบี่ตัดผ่านอากาศดังวูบ บังเกิดเป็นสายลมพัดผ่าน

... หากเมื่อสายลมพัดผ่านสิ่งใดแล้ว สิ่งนั้นย่อมต้องขาดเป็นสองท่อน!

หลี่จิ้งถีบตัวขึ้นกลางอากาศหลบสายลมนั้น ทว่าในอากาศยังมีคมกระบี่รออยู่ หลี่จิ้งกลับตัวกลางอากาศอย่างคล่องแคล่วหลุดรอดจากคมกระบี่ ได้ยินเสียงติงดังๆ เมื่อเขาดีดนิ้วใส่ผืนกระบี่ หันเหทิศทางมันกลับไปยังแหล่งที่มา

หลี่อวิ๋นซินพลันได้โอกาส ชักกระบี่กระโดนถีบตัวขึ้น หมายจู่โจมเข้าใส่บุคคลซึ่งยืนรอรับกระบี่ที่แหวกอากาศกลับมา... ที่แท้กลับเป็นดรุณีแรกรุ่นนางหนึ่ง

มิทันที่ปลายกระบี่ของหลี่อวิ๋นซินจะถึงตัวนาง ดรุณีนางนั้นก็กลับถีบตัวขึ้นคว้ากระบี่ได้อย่างแม่นยำ พลิกตัวใช้ท่าร่างดั่งนกเหยี่ยวจู่โจมตะครุบเหยื่อบนดิน จ่อปลายกระบี่เข้าที่คอหอยของหลี่อวิ๋นซินอย่างรวดเร็ว!


ทันใดนั้นเสียงปรบมือดังขึ้นสองสามครา ปรากฏร่างของชายชราหนวดเครายาวจรดหัวเข็มขัดพร้อมกับดรุณรุ่นเยาว์อีกผู้หนึ่ง ชายชรามีดวงหน้าแช่มชื่นปรากฏรอยยิ้มที่มุมปาก ทอดมองบุคคลทั้งสามด้วยดวงตาชื่นชม

บุคคลทั้งสามหันมาโค้งคำนับ กล่าวคำ `ท่านปู่'

เจ้าสำนักเฉินสืบเท้าเข้ามา ใบหน้าขาวซีดปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยนยิ่ง กล่าวว่า

"หลี่จิ้งวิชาตัวเบายอดเยี่ยม อวิ๋นซินปฏิภาณเป็นเลิศ ยากหาผู้ทัดเทียม"

หลี่จิ้งคำนับอีกคราพลางกล่าว

"ท่านปู่กล่าวชมไปแล้ว วิชาตัวเบาของข้าพเจ้ายังมิอาจทัดเทียมเสี่ยวอิงได้"

หลี่อวิ๋นซินกล่าวสืบต่อ

"ความว่องไวในเชิงกระบี่ของข้าพเจ้ายิ่งมิอาจเทียบเคียงนางได้เช่นกัน เสี่ยวอิงชนะข้าพเจ้า"

เจ้าสำนักเฉินกล่าวท้วงว่า

"เรามิได้หูหนวกตาตาบอด เสี่ยวอิงเองย่อมทราบดีว่าเหตุใดนางจึงชนะ"

ดรุณีแรกรุ่นแย้มยิ้มเล็กน้อย ดวงตาคมเป็นประกายดุจนกเหยี่ยว กล่าวว่า

"ท่านปู่กล่าวถูกต้อง ครานี้หากศิษย์พี่ใหญ่ลงมือจู่โจม มิคิดเพียงหลบหลีก ข้าพเจ้าก็มิอาจชนะ อีกประการ หากอวิ๋นซินจิตใจไม่รุมร้อน ลงมือช้ากว่านี้เพียงเล็กน้อย ข้าพเจ้าก็มิอาจอ่านทางกระบี่ได้ และมิอาจชนะนางได้เช่นกัน"

เจ้าสำนักเฉินกล่าวสืบต่อ

"ด้วยฝีมือของพวกเจ้ายามนี้ สมควรรับหน้าที่ใหญ่หลวงแล้ว"

หลี่อวิ๋นซินคิดพิจารณาวาจาของเจ้าสำนักเฉินแล้วกล่าวว่า

"ท่านปู่หมายถึง..."

"ดังเจ้าคาดคิด" เจ้าสำนักเฉินไม่รีรอกล่าวสืบต่อ "หน้าที่ครานี้สมควรให้หลานเราทั้งสามร่วมกันดำเนินการ"

หลี่อวิ๋นซินขมวดคิ้วมุ่น กล่าวทักท้วง

"หน้าที่ใหญ่หลวง ข้าพเจ้าเกรงมิอาจกระทำได้สำเร็จ อาจต้องทำให้ท่านปู่ต้องผิดหวัง"

เจ้าสำนักเฉินยิ้มคราหนึ่งกล่าวว่า

"หน้าที่ครานี้เพียงเสาะหา มิใช่สังหาร..."

หลี่จิ้งเริ่มขยับเล็กน้อย คิดกล่าวสืบต่อ หากแต่เจ้าสำนักเฉินมิปล่อยให้เขาได้กล่าวสิ่งใด ชิงกล่าวตัดหน้า

"ยามนี้หากมิดำเนินการ ปล่อยให้จอมมารถือกำเนิด หายนะคงต้องมาเยือนแล้ว"

ดรุณรุ่นเยาว์ข้างกายเจ้าสำนักเฉินที่นิ่งเงียบเนิ่นนานได้โอกาส จึงส่งเสียงกล่าว

"หากศิษย์พี่ทั้งหลายมิคิดดำเนินการ ข้าพเจ้าก็ขอเป็นผู้รับหน้าที่นี้เอง"

หลี่จิ้งได้ยินดังนั้น จึงคำนับเจ้าสำนักเฉินอีกครา กล่าวท้วงว่า

"ท่านปู่... จางหย่งยังเยาว์นัก ไม่สมควรรับหน้าที่ใหญ่หลวงเช่นนี้"

เฉินเสี่ยวอิงเห็นเหตุการณ์ดังนี้ จึงสืบเท้าเข้ามา กล่าวว่า

"ท่านปู่วางใจ... มาตรว่าตัวตาย มิอาจทำให้ท่านปู่ผิดหวัง"

เจ้าสำนักเฉินแม้เป็นกังวลต่อการให้หลานสาวเพียงผู้เดียวปฏิบัติหน้าที่ใหญ่หลวงนี้ แต่ก็มิอาจแสดงท่าที เพียงกล่าวคำ `ประเสริฐ' แล้วจึงกล่าว

"หน้าที่ครานี้เพียงเสาะหาจิตของจอมมาร ในร่างบุคคลผู้หนึ่ง พร้อมด้วยสัญลักษณ์มารที่ร่างมันให้พบ ก่อนจอมมารถือกำเนิด... ก่อนหายนะจะมาเยือน"

หลี่อวิ๋นซินมิอาจปล่อยให้เฉินเสี่ยวอิงเสี่ยงต่อความเป็นตายเพียงผู้เดียวได้ นางคำนับเจ้าสำนักเฉินคราหนึ่ง กล่าวว่า

"หลี่อวิ๋นซินขอติดตามเฉินเสี่ยวอิง ปฏิบัติหน้าที่ครานี้ให้ลุล่วง"

เมื่อน้องสาวและผู้เปรียบเหมือนน้องสาวรับดำเนินการ หลี่จิ้งมิอาจไม่รับแล้ว เขาคำนับปู่บุญธรรมคราหนึ่ง กล่าวว่า

"หลี่จิ้งขอติดตามอารักขาพวกนาง ปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วง"

เจ้าสำนักเฉินแย้มยิ้ม แย้มยิ้มแล้วกล่าวคำ `ประเสริฐ' อีกครา

###



.. แนะนำผู้เขียน..

เขียนโดย หลิวหย่งซื่อ  (นักรบ)
< เมื่อ .. 28 เมษายน 2549 01:16:33 น. >


 

ขอเชิญมาพูดคุยแสดงความคิดเห็นกันได้เลยนะคะ
และเพื่อมิตรภาพดีๆที่มีต่อกัน โปรดใช้คำพูดที่สุภาพนะคะ


แล้วจะรอตอนต่อๆไปนะ

ความเห็นที่ 1 ...โดย   กาแฟเย็น
ลงวันที่ 28 เม.ย. 49 16:19:08 น.  58.64.110.35


ขอเป็นกำลังใจให้ครับ น่าติดตาม จริงๆ

ความเห็นที่ 2 ...โดย   บัณทิตเมามาย
ลงวันที่ 09 พ.ค. 49 19:20:20 น.  202.140.144.25


New Page 4

==================================
เวบบอร์ดถูก set ให้ login สมาชิกก่อนตอบกระทู้ค่ะ
สาเหตุ คลิกอ่านได้จากที่นี่ค่ะ
(คลิก)
==================================

งานเขียนทุกเรื่องที่ปรากฏในเวบนี้ได้รับความคุ้มครองทางกฏหมายให้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนเรื่องนั้นๆ
ห้ามนำไปกระทำการใดใดก่อนได้รับอนุญาต หากสนใจกรุณาติดต่อผู้เขียนเรื่องนั้นโดยตรง

Thank you

http://www.jj-book.com