คำสาปเสตาลัญฉน์ # บทที่ ๓ อดีตวัยเยาว์  
โดย.. นักรบ  (นักรบ)

อา... สัปดาห์นี้ข้าพเจ้ามาสายไปเล็กน้อย เพราะเมื่อวันศุกร์เผ่นไปงานหนังสือมา ส่วนวันเสาร์ก็ถูกลากไปต่างจังหวัด เพิ่งกลับมาเมื่อเย็นนี้เอง

เอาล่ะๆ เริ่มที่ตอนเก่าก่อนนิ

บทที่ ๑ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=4028
บทที่ ๒ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=4085

นักรบ

##########

บทที่ ๓ อดีตวัยเยาว์


คีตา...

เสียงเรียกชื่อคี้ดดังแว่วอยู่ในความมืด คี้ดหมุนตัวไปรอบๆ มองเห็นเพียงสีดำ มืดมิด ไม่มีที่สิ้นสุด...เขาพบตัวเองกลับเข้ามาอยู่ในความฝันอันดำมืด และหนาวเย็นอีกครั้ง

เสียงเรียกนั้นประหลาดนัก เป็นเสียงของผู้หญิงและผู้ชายปนเปกันดังกังวาล เสียงนั้นเรียกชื่อของเขา...คีตา...

คี้ดพยายามเดินตามหาต้นเสียง เมื่อเขาได้ยินเสียงนั้นดังมาจากทางขวา เขาก็เดินไปทางขวา ทว่าเดินไปได้เล็กน้อย เขากลับได้ยินเสียงนั้นดังมาจากทางซ้าย เมื่อเดินไปทางซ้าย เสียงนั้นกลับฟังดูเหมือนดังมาจากทางด้านหลัง ครั้นเขาหมุนตัวกลับ เสียงนั้นก็พลันเงียบหายไป

คี้ดเดินวนเวียนอยู่ในความฝันของตัวเอง...วนไปวนมา ครั้นแล้วก็หยุดลง เขาสังเกตเห็นหมอกสีขาวจางๆ ที่เบื้องหน้า มันม้วนตัวรวมกันแน่นเข้าจนมองเห็นเป็นรูปร่างจางๆ ดูคล้ายเป็นรูปคน แต่ไม่สามารถบ่งบอกหน้าตาได้

หมอกที่มีสัณฐานคล้ายมนุษย์นั้นค่อยๆ ขยับเข้ามาหาเขา...ใกล้เข้าๆ 

...คี้ด...คีตา...

เสียงเรียกชื่อเขา คล้ายดังมาจากหมอกจางนั้น ทว่าฟังให้ชัดอีกทีกลับรู้สึกว่าไม่ใช่

...คุณเป็นใคร?...คี้ดถาม แต่ไม่ได้ยินเสียงตัวเองถามออกไป หมอกนั้นย่อมไม่ตอบ มันยังคงเคลื่อนเข้ามาหาเขา ยื่นมือออกสัมผัสใบหน้าเขา...อบอุ่น จนเขาเคลิ้มหลับตาลง

...คีตา...

มือนั้นค่อยๆ เลื่อนจากใบหน้า ลูบมาตามลำคอ ในที่สุดมาถึงบาดแผลที่หัวไหล่

คี้ดรู้สึกถึงความนุ่มนวลอบอุ่น ทว่าเพียงไม่นาน ความอบอุ่นนุ่มนวลที่เขาเคยสัมผัสได้นั่นกลับค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแรงกดลงมาที่บาดแผล...กดแรงขึ้นๆ ร้อน...ค่อยๆ ร้อนขึ้นๆ!

คี้ดทั้งเจ็บปวด ทั้งแสบร้อน!...อะไร?...ทำไม?...นี่มันอะไรกัน!?

ในที่สุดเขาตัดสินใจลืมตา เพื่อจะดูว่าเจ้าหมอกนั่นทำอะไรกับเขา ทว่าเมื่อเปิดเปลือกตาขึ้น หมอกนั้นกลับจางหายไปแล้ว ความมืด ความหนาวเย็นเมื่อครู่ก็มลายหายไปเช่นกัน คงรู้สึกอยู่ก็แต่ความเจ็บปวด และร้อนวาบที่บาดแผลใต้ผ้าพันแผลสีขาวเท่านั้น

"คี้ด" เสียงใสๆ ดังอยู่ข้างหู ชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงจึงยันตัวขึ้นนั่ง มองไปยังเด็กสาวซึ่งคุกเข่า เท้าคางอยู่ที่ข้างเตียง

"ข้ากำลังคิดว่าถ้าเจ้ายังไม่ตื่น ข้าจะข่วนจมูกปลุกเจ้า" เธอพูดเสียงราบเรียบ ทว่ากลับทำให้คี้ดเผลอยกมือลูบปลายจมูกโด่งได้รูปรับกับใบหน้า เขานึกถึงใบหน้าวินที่มีแต่รอยเล็บของเธอ ...นี่ถ้าเขาโดนเข้าจริงๆ ก็คงแสบไม่น้อย

"ฉันตื่นแล้ว" เขาบอกพลางตวัดเท้าลงจากเตียง เด็กสาวจึงทรงตัวยืนขึ้นบ้าง ขยับเลี่ยงทางให้เขาเล็กน้อย

"อืม...ข้าก็เลยไม่ได้ข่วนเจ้าไง" เธอบอกเสียงสดใส นัยน์ตาสีทองจ้องเขาตาแป๋ว

คี้ดมองเด็กสาวตรงหน้า เธอในวันนี้ดูต่างจากเมื่อวาน เส้นผมหยักศกเป็นลอนยาว ถูกจับผูกเป็นหางเปียพาดมาด้านหน้า ยาวจนถึงเอว เปิดให้เห็นใบหน้าสดใส น่ารัก เสื้อผ้าที่เธอสวม...เขาจำได้ มันเป็นชุดที่อัยเคยสวมได้พอดี ทว่าสำหรับรันในตอนนี้ ดูยาวรุ่มร่ามจนเธอต้องพับทั้งแขนเสื้อ และขากาเกง

ชายหนุ่มเดินตรงไปเลิกม่านสีแดงยาวจากเพดานจรดพื้น ปล่อยให้แสงสว่างยามเช้าส่องลอดเข้ามาขับไล่ความมืดสลัวภายในห้อง เขาก้าวไปหยิบเสื้อเชิ๊ตสีดำ ซึ่งแขวนอยู่ข้างหน้าต่างขึ้นสวม

"ข้าอยากไปจับปิศาจกับพวกเจ้า" เด็กสาวว่าต่อ "คืนนี้ให้ข้าไปด้วยนะ"

"ไม่ได้" เขาปฏิเสธโดยไม่ต้องหยุดคิด

"ทำไม? ข้าอยากไป ข้าดูแลตัวเองได้"

"ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้"

รันนิ่วหน้า ขบริบฝีปากตัวเองแน่น "เจ้าจะฆ่าพวกมันรึเปล่า?"

"โดยมากแล้วจะฆ่า" คี้ดตอบเสียงเย็น

"ไม่ฆ่าไม่ได้หรือ?"

คี้ดถอนหายใจ หลุบตาลงตอบ "ปิศาจนะรัน มันเลวร้าย มันฆ่าคน ดังนั้น เราต้องฆ่ามัน"

"ถ้ามันไม่เลวร้ายเล่า ถ้ามันไม่ฆ่าคน เจ้าจะฆ่ามันไหม?"

คำถามของเด็กสาวสะกิดใจเขา...ปิศาจแบบนั้น มีจริงหรือ?

เว้คก็มีเลือดปิศาจอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่เขาไม่เคยฆ่าใคร อย่าว่าแต่คนเลย เขาไม่เคยแม้แต่จะฆ่าแมลงเสียด้วยซ้ำ

"ถ้ามันไม่เคยฆ่าคน ฉันก็จะไม่ฆ่ามัน"

รันก้มหน้าถอนหายใจยาว ระบายความรู้สึกไม่สบายใจที่อัดอยู่ในอก จากนั้นจึงหันมาชวนเขาด้วยเสียงสดใสเช่นเดิม "อัยจะพาข้าไปซื้อของใช้ในเมือง...เจ้าไปกับข้านะ"

"ซื้อของ?" คี้ดส่ายหน้า เขารู้ว่าการเดินตามสาวๆ เพื่อซื้อของในเมืองเป็นเรื่องที่น่าเบื่อที่สุด "ไปกับอัยสองคนก็ดีแล้วนี่"

"แต่ข้าอยากให้เจ้าไปด้วย" เธอพูดเสียงออดอ้อน

"เอ้อ...แล้วทำไมไม่ไปชวนวิน?"

รันชักสีหน้า ขมวดคิ้วเรียวจนเกือบชิดติดกัน เธอไม่อยากให้เขาพูดถึงเจ้าเด็กหนุ่มนั่น "ข้าไม่อยากไปกับวิน เขาชอบแกล้งข้า" ว่าแล้วเธอก็สาวเท้ายาวๆ เข้ามาคว้าแขนคี้ด พยายามฉุดดึงเขา "ไปด้วยกันเถอะนะ...นะ..."

ร่างของคี้ดแม้สูงใหญ่กว่าเธอมาก แต่ก็ไม่ออกแรงฝืน เขาปล่อยให้มันเซถลาไปตามแรงของเธอแต่โดยดี

###

เป็นอย่างที่คี้ดคิดไว้ไม่ผิด...

นอกจากเขาจะต้องหอบ `ของ' พะรุงพะรังแล้ว ยังต้องคอยตอบคำถามที่ไม่ได้ต้องการคำตอบจากเขาเลย

"คี้ด...อันนี้ดีไหม?"

"คี้ด...นี่กับนี่ อันไหนสวยกว่า?"

"คี้ด...หนูรันใส่ต่างหูคู่นี้แล้วดูเป็นยังไง?"

และยังคำถามทำนองนี้ตามมาระรอกแล้วระรอกเล่า ทว่าเมื่อเขาตอบไปแล้ว กลับดูเหมือนไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจของพวกเธอเลย

อย่างไรก็ตาม คี้ดกลับรู้สึกว่า อัยดูสดใสมีชีวิตชีวามากขึ้น ตั้งแต่สูญเสียคนที่รักไปในคราวนั้น ดูเหมือนเธอ...ได้ลูกสาวตัวน้อยๆ ของเธอคืนกลับมา

...

"ไม่สนุกหรือคี้ด?" รันกระพริบตาจ้องหน้าชายหนุ่ม ซึ่งนั่งเท้าคางปรือตา แสดงความเบื่อหน่ายออกมาจนเห็นได้ชัด ในระหว่างที่พักรออัยอยู่ที่โต๊ะในร้านขายอาหารกลางแจ้งริมทางเดิน

คี้ดไม่ตอบ แต่ถอนหายใจ เด็กสาวจึงค่อยๆ ขยับหน้าเขามาใกล้จนจมูกเล็กๆ เกือบชนกับจมูกของเขา

"อะไรของเธอ!?" คี้ดตกใจจนต้องดึงหน้าตัวเองออกห่าง

"ก็นึกว่าหลับแล้วน่ะสิ" เธอตอบซื่อ พร้อมกับรอยยิ้มเปิดเผย

คี้ดถอนหายใจยาวอีก "เธอไม่ใช่เด็กๆ นะ อย่าทำแบบนี้อีก ไม่ว่ากับใครก็ตาม"

เด็กสาวกลอกตากลมสีทองสุกใสลอยไปมาครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า "ได้ เจ้าบอกข้า ข้าจะเชื่อ"

ชายหนุ่มฟังแล้วถึงกับต้องก้มหน้ากุมขมับจนเส้นผมดำขลับยาวสยายตกลงมาปรกหน้า

รันเอื้อมมือกวาดเส้นผมด้านหน้าของเขาขึ้น "เจ้ายังไม่ได้ตอบข้าเลยนะ เจ้าไม่สนุกหรือ?"

คี้ดเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับยิ้มเฝื่อน "สนุกสิ" เขาตอบ...สนุกจนแทบบ้า

เด็กสาวทิ้งร่างพิงพนักเก้าอี้ อมยิ้มจนแก้มขาวเนียนเป็นสีชมพูเรื่อ "ข้าเพิ่งจะรู้ว่าการมาซื้อของมันสนุกอย่างนี้เอง"

หา!?...

เธอเห็นคี้ดเลิกคิ้ว ทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ จึงอธิบายต่อ สีหน้าหมองลงเล็กน้อย "ก็ท่านป้าไม่เคยให้ข้าไปไหนเลย ท่านให้ข้าอยู่แต่ในบ้าน บอกว่าข้างนอกนั้นอันตรายนัก ไม่ให้ข้าออกไป แต่ไม่ว่าข้าอยากได้อะไร ท่านก็จะให้คนไปหามาให้ ข้าจึงไม่เคยได้เลือกเอง และไม่เคยเห็นของแปลกๆ มากมายปานนี้"

"แล้วพ่อแม่ของเธอล่ะ?"

รันส่ายหน้าช้าๆ "ท่านป้าบอกว่าพ่อกับแม่ตายไปแล้ว ตายตั้งแต่ข้ายังเล็กมาก ข้าจึงอยู่กับท่านป้ามาตลอด..."

เธอหยิบกล่องกระดาษเล็กๆ ที่หุ้มด้วยผ้าสีชมพู ผูกโบว์สีชมพูอ่อน ออกจากถุงกระดาษสีน้ำตาล ค่อยๆ เปิดมันออกอย่างระมัดระวัง แล้วหยิบของที่อยู่ข้างในออกมาด้วยปลายนิ้ว ราวกับกลัวมันจะแตกหักสลายไป

มันเป็นริบบิ้นที่มีแก้วเจียรนัยสีชมพู ร้อยเป็นรูปดอกไม้เล็กๆ ห้อยเป็นสายอยู่ที่ปลาย เธอชูมันขึ้นอวดคี้ด

"สิ่งแรกที่ข้าได้เลือกเอง..." เธอบอก แล้วค่อยๆ บรรจงผูกมันเข้ากับหางเปียยาว "สวยไหม?" เธอถามพร้อมกับรอยยิ้ม

คี้ดพิจารณาท่าทางและคำพูดของเธอ ค่อยๆ รู้สึกว่าเธอเป็นเด็กสาวที่น่าสงสาร เมื่อได้ยินเธอถามเป็นเชิงต้องการการเอาใจเช่นนั้น จึงพยักหน้าตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม "สวยสิ...เหมาะกับเธอมาก"

คำชมของเขาทำให้เธอยิ้มจนแก้มที่เจือสีชมพูระเรื่อมีสีเข้มขึ้นอีก

ระหว่างนั้นเอง เสียงกรีดร้องดังมาจากถนนทางด้านซ้ายซึ่งมีผู้คนพลุกพล่าน แต่ทุกผู้คนกลับวิ่งหลบหนีหาที่กำบังอย่างไม่คิดชีวิต...

คี้ดและรันหันมองไปตามเสียงกรีดร้อง บนท้องฟ้าเหนือผู้คนบนถนนบริเวณนั้นปรากฏค้างคาวขนาดใหญ่สองตัวบินฉวัดเฉวียนไปมา ตัวหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าลงมาโฉบช่ายกลางคนผู้หนึ่งบินสูงขึ้นไป มันโยนชายผู้นั้นส่งให้ค้างคาวอีกตัวรับไว้อย่างแม่นยำ ค้างคาวตัวที่เล็กกว่าก็พาเขาบินสูงขึ้นไปอีก จากนั้นจึงโยนเขากลับไปให้ค้างคาวที่ตัวใหญ่กว่าราวกับชายผู้นั้นเป็นของเล่นให้พวกมันโยนเล่นไปมา

ที่กลางถนนเบื้องล่าง อัยวิ่งมาตามถนนด้วยมือเปล่า เนื่องจากเธอไม่คิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับปิศาจในเวลากลางวันแสกๆ เช่นนี้ จึงไม่ได้หยิบฉวยอาวุธติดมือมาด้วย

เธอฉวยคว้าท่อนไม้ที่เคยประกอบเป็นโต๊ะเก้าอี้ แต่ถูกผู้คนวิ่งชนกระแทกหักพังมาสองท่อน เพื่อใช้แทนดาบคู่ของเธอ ร่ายอาคมใส่แล้วขว้างมันออกไปกระแทกใส่ค้างคาวตัวใหญ่กว่า

ค้างคาวยักษ์ส่งเสียงร้องแหลมเล็กครั้งหนึ่ง มันปล่อยร่างชายกลางคนที่ยึดอยู่ลอยร่วงลงมา พอดีค้างคาวที่ตัวเล็กกว่าบินมาโฉบร่างเขาไว้ก่อนที่จะกระแทกใส่หลังคาอาคารแหลกสลาย แต่มันไม่ได้มีเจตนาจะช่วยเหลือ มันต้องการยึดเอาชายผู้นี้เป็นอาวุธทางอากาศ ทิ้งลงใส่ร่างของอัย

อัยไม่มีที่ให้หลบ เธอจะต้องถูกร่างชายกลางคนร่วงหล่นลงมากระแทกใส่แน่แล้ว ทว่าคี้ดถลันออกมายืนอยู่หน้าเธอ เขายื่นมือออกรับร่างชายกลางคนไว้ แต่ยังถูกแรงกระแทกจนต้องล้มตัวลงไปด้านหลัง

ชายกลางคนนั้นเมื่อปลอดภัยแล้วก็ตะเกียกตะกายหลบหนีออกจากบริเวณนั้น คี้ดจึงค่อยยันร่างตัวเองลุกยืนขึ้น

"รัน ถอยไป! เข้าไปข้างใน!" เขาร้องบอก เมื่อหันไปเห็นรันขยับจะตามเขาออกมา พร้อมกับทำท่าชี้มือบอกให้เธอหลบเข้าไปในอาคารตึกแถวสองชั้นที่ด้านข้าง

รันสั่นศีรษะ ไม่ยอมทำตาม อีกทั้งยังขยับเท้าก้าวออกมาอีกสามก้าว ทว่าเมื่อเห็นค้างคาวยักษ์อีกตัวหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าสองตัวแรกโฉบผ่านมา เธอก็รีบชักเท้าวิ่งกลับเข้าไปยังอาคารด้านข้างทันที

ทว่าไม่ทันเสียแล้ว...ค้างคาวตัวนั้นเห็นเธอ และบินโฉบเข้ามาพร้อมกับยื่นเหยียดเท้าหลังออกเตรียมคว้าร่างน้อยๆ ไว้ในอุ้งเล็บ!

คี้ดเห็นเช่นนั้นจึงรีบวิ่งกลับไปหารัน กระโจนคว้าตัวเธอไว้ในอ้อมกอด พร้อมกับกลิ้งตัวหลบคมเล็บของค้างคาวนั้น

ชายหนุ่มใช้ร่างตัวเองกำบังร่างน้อยไว้เมื่อคนทั้งสองกลิ้งไปกระแทกถูกผนังอาคารด้านหนึ่งก่อน ค่อยหยุดลง

"เป็นอะไรรึเปล่า?" ชายหนุ่มถาม ขณะยันตัวลุกขึ้น ทว่ายังไม่ทันได้คำตอบจากเด็กสาว เขาก็ถูกปีกพังผืดกว้างใหญ่ผลักออกไปให้พ้นทาง ค้างคาวตัวยักษ์นั้นยังคงพยายามค้างร่างของรัน

ในขณะที่เด็กสาวกระเสือกกระสนหาทางหลบหลีก เธอคว้าก้อนหิน ท่อนไม้ ทุกอย่างที่คว้าได้ขว้างใส่ค้างคาวยักษ์นั่น

ค้างคาวตัวนั้นใช้ปีกปัดป่ายอาวุธที่ลอยเข้ามา มันตามไล่ล่ารันมาจนถึงจุดอับ เด็กสาวถูกปิดกั้นทางหนีด้วยมุมผนังอาคารด้านหลังและด้านซ้าย เห็นแน่ว่าค้างคาวตัวนั้นสามารถง้างเล็บแทงใส่ร่างเธอได้โดยสะดวก ทว่ามันกลับไม่ทำ เพียงแต่หดปีกกลายร่างเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเธอ

ชายหนุ่มผู้นั้นไม่พูดว่าอะไร เขาเพียงกระชากข้อมือดึงข้อมือซ้ายเล็กๆ ของรันไว้ราวกับต้องการให้เธอติดตามเขาไป ทว่าเมื่อเขาหันหลังกลับเท่านั้น โลหะคมบางสีเงินวาวเล่มหนึ่งก็ลอยเข้ามาถึงตรงหน้าเขา

ด้วยความตื่นตระหนกเขาเบี่ยงศีรษะหลบด้วยสัญชาตญาณ แต่คมของโลหะยังบาดถูกหางคิ้วยาวไปจนถึงใบหูเรียวแหลมด้านขวาแหว่งไปเล็กน้อย เลือดที่ไหลออกมามีสีดำเป็นฟองราวน้ำหมึกเดือด

รอจนโลหะนั้นลอยไปปักตรึงอยู่มุมผนังเหนือศีรษะรันครึ่งคืบจึงค่อยเห็นว่ามันเป็นมีดหั่นเนื้อของร้านอาหารที่คี้ดและรันนั่งอยู่เมื่อครู่ แม้เป็นมีดธรรมดา ทว่าคี้ดร่ายอาคมใส่มัน ถึงไม่มีอานุภาพมากนัก แต่ก็สร้างความเจ็บปวดทุรนทุรายให้ค้างคาวจำแลง จนมันต้องปล่อยข้อมือเด็กสาว ยกมือกุมใบหูตัวเอง ทิ้งตัวลงนอนกลิ้งเกลือกอยู่กับพื้น

คี้ดฉวยจังหวะนั้นดึงเด็กสาวออกจากมุมอับ ขยับตัวบังร่างน้อยไว้

ค้างคาวจำแลงดิ้นทุรนทุรายอยู่ครู่หนึ่งแล้วกระโดดตัวลอย แยกเขี้ยวคำรามใส่คี้ด ดวงตาเป็นสีแดงลุกวาว จากนั้นร่างมันก็กลับกลายเป็นค้างคาวยักษ์อีกครั้ง กระพือปีกลอยร่างหวือขึ้นไปในอากาศหายลับไปในท้องฟ้าทางทิศตะวันตก ทิศทางสู่ปราสาทรามัณณ์

ค้างคาวยักษ์อีกสองตัวเห็นดังนั้นจึงละจากการกลุ้มรุมจู่โจมฝูงชนบนถนน พากันกระพือปีกบินหายลับไปในทิศทางเดียวกัน

###

ทันทีที่กลับมาถึงคฤหาสน์ คี้ด อัย และรันก็พบว่าคาร์ล เว้ค และวินรอคอยพวกเขาเพื่อหารือเตรียมตัวจัดการกับปิศาจในคืนนี้ แต่เมื่อฟังจากอัยเรื่องปิศาจค้างคาวที่พบเมื่อตอนกลางวัน พวกเขาจึงต้องทั้งตกใจและแปลกใจ

"ปกติปิศาจค้างคาวจะไม่ออกมาตอนกลางวัน แต่คราวนี้...ทำไม?" วินสงสัยจนคิ้วขมวดติดกัน

"ช่วงนี้ดูเหมือนนาอินกำลังพยายามทำอะไรสักอย่าง ต้องมีอะไรแน่ๆ" เว้คออกความเห็น พลางมองไปที่คาร์ลเป็นเชิงถาม

ชายชรานิ่งคิด คนอื่นๆ ก็พากันเงียบไม่ส่งเสียง ในที่สุดเว้คจึงถามขึ้นมาอีก

"คี้ด...คุณว่าค้างคาวนั่นดูเหมือนต้องการตัวรันมั้ย?"

"จริงสิ" คี้ดว่า หลังจากนึกทบทวนเหตุการณ์ครู่หนึ่ง "เธอเคยเจอมันมาก่อนหรือ?"
รันมีท่าทีอึกอักเล็กน้อย "ข้า...ข้า...ข้าเคยเจอมัน...ในป่า ข้าวิ่งหนีมัน...เอ่อ...ข้าหนีมันไปหลบในพุ่มไม้"

"วันที่พวกเราไปเจอเธอน่ะหรือ?" คี้ดถามเสียงอ่อน รันจึงรีบพยักหน้าตอบ

"แต่...ทำไมมันถึงต้องการรันล่ะ?" วินยังคงสงสัย รันจึงตวัดสายตาค้อนขวับไปที่เขา

"ข้าไม่รู้! ข้าแค่เคยเจอมัน นอกนั้นข้าไม่รู้" เธอกระชากเสียงตอบ แล้วสะบัดหน้าเดินขึ้นบันไดไปยังห้องของเธอ

"ชิ...ไม่น่ารักเอาซะเลย" วินบ่นอุบ

"เอาล่ะ" คาร์ลพูดขึ้น หลังจากนั่งนิ่งมานาน "ฉันคิดว่าเราควรพักเรื่องค้างคาวพวกนั้นไว้ก่อน เพราะนี้พวกเธอมีงานที่ต้องทำ..."

คาร์ลพูดถึงตรงนี้แล้วขยับไม้เท้ายันตัวเองลุกยืนขึ้น หยิบม้วนแผนที่บนโต๊ะ ซึ่งเป็นแผนที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง เขาได้มาจากกลุ่มคนซึ่งส่งออกไปหาข่าวในหมู่บ้านแห่งนั้น หลังจากได้รับการแจ้งให้ไปช่วยจับปิศาจ

"มันเป็นปิศาจงู..."

เมื่อเว้คได้ยินคาร์ลพูดคำนี้ เขาถึงกับหน้าเครียดลงทันที เขารู้สึกค้างคาในใจ มันอาจจะเป็นญาติของเขา อาจมีสายเลือดเดียวกัน

"พวกที่ฉันส่งไปหาข่าวในหมู่บ้านบอกว่า คนในหมู่บ้านเห็นมันมักจะโผล่มาแถวๆ นี้" ชายชราพูดพลางจิ้มนิ้วลงไปบนแผนที่

"ถ้าเดาไม่ผิด มันอาจจะกบดานอยู่บริเวณนี้ หรือไม่ก็บริเวณนี้ เพราะฉะนั้นพวกเธอควรรอมันอยู่ที่จุดนี้จะดีที่สุด" คาร์ลเงยหน้าขึ้นมองคี้ด "มันไม่แน่ว่าจะมีเพียงตัวเดียวหรือสองตัว พวกเธอต้องระวัง มันมีพิษ ไม่ใช่มีแต่กำลัง!"

คี้ดและวินพยักหน้ารับเกือบพร้อมกัน แล้วจึงเตรียมตัวเดินทาง พร้อมด้วยอาวุธ

"คี้ด..." เว้คเรียกเขาไว้ แล้วโยนเบลเดน อาวุธคู่กายของเขาให้

ชายหนุ่มรับได้โดยแม่นยำ รู้สึกได้ถึงพลังแปลกๆ ที่อยู่ในคมมีด เหมือนสั่นอยู่เล็กน้อย...

"ผมร่ายคาถาลงอาคมให้ใหม่ แรงกว่าเดิม เป็นอาคมโบราณที่ผมเพิ่งค้นเจอในห้องหนังสือ ในนั้นว่า มันเป็นอาคมคู่เบลเดนมาแต่ครั้งที่ศิษฎีใช้มันปราบเซเทล ในหนังสือยังบอกอีกว่า แค่ประกายในคมมีดก็ทำให้พวกปิศาจแตกตื่นได้แล้ว"

คี้ดยิ้มขอบคุณ แล้วจึงได้ยินเสียงวินตัดพ้อ "นายนี่นะ มีของดีก็ไม่ทำให้ฉันบ้าง"

"ฮะๆ ไม่ได้หรอก อาคมนี้ต่อต้านความชั่วร้าย ถ้าลงให้นาย มีหวังนายเข้าใกล้ดาบของตัวเองไม่ได้แน่"

"หนอย! ว่าฉันเป็นตัวชั่วร้ายรึ!?..."

###

ครึ่งคืน...หลังจากคี้ดและวินควบม้าออกจาคฤหาสน์เสตาลัญฉน์ ฝ่าความมืดไปยังจุดหมายอันเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเล็กๆ ณ ชายป่าอันห่างไกล ทว่าเมื่อคนทั้งสองไปถึง ทั่วทั้งหมู่บ้านกลับเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิว และเสียงน้ำในลำธารไหลเอื่อย แต่ไม่มีใครกล้าออกมาจากบ้านแม้สักคนเดียว คี้ดและวินจึงตัดสินใจซุ่มรอปิศาจอยู่บนหลังคาบ้านหลังหนึ่ง ในบริเวณที่คาร์ลได้บอกไว้

คี้ดมองลงไปยังพื้นเบื้องล่าง ภาพในวัยเยาว์ปรากฏขึ้นเลือนราง...

เขาเคยมาวิ่งเล่นกับเด็กในวัยเดียวกันที่บริเวณนี้ เล่นเพลิน...จนกระทั่งแม่ต้องมาตามเขา แม่ผู้แสนใจดี แม่ผู้มีแต่ความรัก ทว่าแม่มักมีคำพูดแปลกๆ

"คี้ดลูกแม่...เจ้าจงจำไว้ เจ้าคือ คีตา อะคีรา ผู้ใดถาม จงบอกไปว่าเจ้าเป็นสายเลือดอะคีรา มนุษย์จะต้อนรับเจ้า ปิศาจจะเมินเฉยต่อเจ้า จงอย่าบอกเป็นอื่นเด็ดขาด...จงอย่าให้ปิศาจเข้าใกล้เจ้า"

คี้ดในวัยเยาว์ย่อมไม่เข้าใจคำพูดของแม่ จนถึงเวลานี้ก็ยังไม่เข้าใจ

เขาเป็นอะคีรา ย่อมต้องบอกว่าตนเป็นอะคีรา โดยไม่ต้องสงสัย แม้ผู้ใดสงสัยในสายเลือดของเขา เขาย่อมต้องตอบไปเช่นนั้น หรือยังมีคำตอบอื่นให้เขาตอบได้อีก?

ทว่าแม่ยังคงเตือนเขาเช่นนั้นร่ำไป จนกระทั่งวันที่พวกมันย่างกรายเข้ามา...

หมาป่าตัวมหึมาสามตัวเหยียบย่างเข้ามาในหมู่บ้านพร้อมกับกลิ่นคาวเลือด พวกมันทำร้ายคนในหมู่บ้าน ตัวหนึ่งตะครุบพ่อของเขา ขบฟันอันแหลมคมลงบนคอของพ่อ อีกตัวหนึ่งตะปบเฉียดหลังของแม่ แม่ได้รับบาดเจ็บ ทว่ายังคงพาเขาไปซ่อนไว้ใต้เตียงภายในบ้านหลังหนึ่ง ก่อนจะออกไปตามหาพ่อ...

เมื่อสิ้นเสียงต่อสู้ภายนอก คี้ดตัวน้อยก็ค่อยขยับออกจากที่ซ่อน เขาเดินเปะปะไปตามถนนซึ่งกลาดเกลื่อนไปด้วยศพของคนที่เขาเคยพูดคุย ทักทาย หรือแม้แต่เด็กที่เขาเคยวิ่งเล่นด้วย

เขาพบแม่...ร่างของแม่โชกไปด้วยเลือด เขาวิ่งเข้าไปประคองแม่ น้ำตาของเด็กน้อยไหลพรากดุจน้ำในลำน้ำเชี่ยวกราก แม่ยังไม่ตาย แต่บาดเจ็บสาหัสอยู่ในอ้อมแขนเล็กๆ แม่สูดลมหายใจติดขัดเข้าลึกๆ ยังคงพยายามย้ำประโยคเหล่านั้น บอกให้เขาอย่าลืมว่าตนเป็นอะคีรา บอกให้เขาประกาศตนเป็นอะคีรา ห้ามเป็นอื่นเด็ดขาด แม่พูดย้ำอยู่เช่นนั้น...จนกระทั่งสิ้นลม

หลังจากวันนั้น เด็กน้อย คีตา อะคีรา รอนแรมเดินทางนับวันนับคืน จุดหมายของเขาคือคฤหาสน์เสตาลัญฉน์ เขารู้มาว่าที่นั่นเป็นสถานที่ของกลุ่มผู้ปราบปิศาจ เขารู้ว่าผู้ปราบปิศาจจะสามารถช่วยเขาได้ เขามีความมุ่งมันต้องการเป็นผู้ปราบปิศาจ เขาต้องการแก้แค้น!

...

ทั้งหมดเป็นดังที่คาร์ลบอก ปิศาจงูที่เข้ามาในหมู่บ้านคราวนี้มีด้วยกันสองตัว พวกมันตัวหนึ่งปรากฏออกมาในความมืดใต้ชะง่อนผาริมลำธาร ที่ไหลผ่านทางด้านหลังของหมู่บ้าน อีกตัวหนึ่งเลื้อยขึ้นมาจากลำธาร ร่างกายของพวกมันใหญ่โต โดยเฉพาะตัวที่ขึ้นมาจากลำธารดูจะใหญ่กว่าเล็กน้อย เกล็ดตามลำตัวพวกมันเป็นสีส้มออกเหลือง ชุ่มชื้นเป็นเงาปลาบ

เสียงพวกมันยามเลื้อยผ่านพื้นดินพื้นปูนดังสากๆ ใกล้เข้ามา ผ่านเข้ามาในหมู่บ้าน...

ทันทีที่ตัวแรกซึ่งเล็กกว่าเลื้อยผ่านไปตามถนนหน้าบ้านหลังที่พวกเขาซุ่มอยู่ พวกเขาจงใจปล่อยให้มันเลื้อยผ่านไป จนเมื่อตัวที่สองเลื้อยผ่านเข้ามาในระยะโจมตี คี้ดจึงขว้างกริชเข้าใส่ส่วนหัวของมัน เล็งให้โดนที่ดวงตาสีแดงฉาน

กี๊ซซซซ!

มันส่งเสียงร้องแหลมประหลาด ทำให้อีกตัวที่อยู่ด้านหน้าหันขวับกลับมา เมื่อมันเห็นประกายของอาวุธที่ปักลึกเข้าในดวงตาของพวกเดียวกัน สะท้อนกับแสงจันทร์ก็ถึงกับผงะ หันมองขึ้นไปบนหลังคา คี้ดกระโดดลงมาบนหัวของมัน ปักปลายแหลมคมด้านหนึ่งของเบลเดนลงกลางศีรษะ

มันกรีดร้องเสียงแหลมโหยหวน วินจึงฉวยจังหวะนี้กระโดดขึ้นไปบนหัวของเจ้าตัวใหญ่ที่ถูกกริชปักดวงตาอยู่ มันสะบัดหัวไปมาอย่างแรง จนวินเซถลา โชคดีที่ยังฉวยยึดด้ามกริชไว้ได้ จึงไม่ตกลงมาจากหัวมัน

มันสะบัดตัวแรงๆ อีกหลายครั้ง ทว่าด้วยขนาดตัวที่ใหญ่โต และมีพลกำลังมาก เมื่อฟาดหัวฟาดหางกระแทกกับบ้านเรือนข้างทาง จึงทำให้พังเป็นแถบ

วินต้องเหวี่ยงตัวหลบไม่ให้ถูกอัดกระแทกเข้ากับกำแพงบ้านเรือน ทว่าหลบไปหลบมาอีกสองสามครั้งก็เห็นท่าไม่ดี จึงต้องยอมปล่อยมือจากด้ามกริช กระโดดย่อตัวลงมายืนบนพื้นข้างทาง

ทางฝ่ายคี้ดเมื่อปักเบลเดนลงกลางศีรษะของงูตัวเล็กกว่า คอที่ชูอยู่ถึงกับทิ้งยวบลง กระแทกกับพื้น เป็นจังหวะเดียวกับที่คี้ดกระโดดลงจากหัวของมัน หลบไปด้านข้าง

ด้วยอานุภาพของอาคมที่อาบอยู่บนเบลเดน ทำให้ปิศาจงูถึงกับดิ้นพล่าน เกิดไฟลุกพรึบทั่วตัว ผิวหนังอันชุ่มชื้นของงูติดไฟร้อนวาบเป็นสีแดงฉาน ร่างกายถูกเผามอดไหม้ในเปลวเพลิง ที่สุดเหลือเพียงฝุ่นขี้เถ้าสีเทากองเป็นทางยาวอยู่บนพื้น

เจ้าปิศาจงูตัวที่ใหญ่กว่าซึ่งเหลือดวงตาเพียงข้างเดียว เมื่อเห็นเพื่อนของมันถูกเผาสลายไป จึงหันหัวกลับ ตั้งท่าจะหลบหนี แต่วินไม่ยอมให้มันหนีไปแต่โดยดี เขาดึงดาบออกจากฝัก ตวัดฟันไปที่บริเวณลำคอของมัน เลือดงูฉีดพุ่งออกมาจากบาดแผล มันทิ้งหัวใหญ่ๆ ล้มตึงลงกับพื้น แต่ยังไม่ขาดใจ

คี้ดเดินเข้าไปหยิบเบลเดนที่ตกอยู่บนกองขี้เถ้าอย่างใจเย็น แล้วเดินเข้าไปหยุดอยู่ที่ปลายลิ้นสองแฉกของปิศาจงูตัวใหญ่ ซึ่งแลบยาวออกมา เขาเสียบปักปลายเบลเดนลงที่ปลายจมูกของมัน เพลิงสีแดงฉานลุกพรึบขึ้นอีกครั้ง พร้อมเสียงกรีดร้องแหลม ดังไปทั่วบริเวณ

แสงสว่างวาบจากเปลวเพลิงฉายให้เห็นเงาบนหลังคาบ้านอีกหลังหนึ่ง ห่างจากสถานที่ต่อสู้ไปกว่าสิบหลังคาเรือน

เงานั้นมีลักษณะคล้ายแมว แต่ตัวใหญ่กว่ามาก...ใหญ่ราวกับเสือ!

"ผมคิดว่าผมเห็นแมวนะ" วินสะกิดบอกคี้ดทันทีที่เหลือบเห็นเงานั้น ทว่าเมื่อคี้ดเงยหน้าขึ้นมอง แมวยักษ์ตัวนั้นก็ทำท่ากระโดดลงจากหลังคาหายไปเสียแล้ว

คำสาปเสตาลัญฉน์ # บทที่ ๓ อดีตวัยเยาว์


คีตา...

เสียงเรียกชื่อคี้ดดังแว่วอยู่ในความมืด คี้ดหมุนตัวไปรอบๆ มองเห็นเพียงสีดำ มืดมิด ไม่มีที่สิ้นสุด...เขาพบตัวเองกลับเข้ามาอยู่ในความฝันอันดำมืด และหนาวเย็นอีกครั้ง

เสียงเรียกนั้นประหลาดนัก เป็นเสียงของผู้หญิงและผู้ชายปนเปกันดังกังวาล เสียงนั้นเรียกชื่อของเขา...คีตา...

คี้ดพยายามเดินตามหาต้นเสียง เมื่อเขาได้ยินเสียงนั้นดังมาจากทางขวา เขาก็เดินไปทางขวา ทว่าเดินไปได้เล็กน้อย เขากลับได้ยินเสียงนั้นดังมาจากทางซ้าย เมื่อเดินไปทางซ้าย เสียงนั้นกลับฟังดูเหมือนดังมาจากทางด้านหลัง ครั้นเขาหมุนตัวกลับ เสียงนั้นก็พลันเงียบหายไป

คี้ดเดินวนเวียนอยู่ในความฝันของตัวเอง...วนไปวนมา ครั้นแล้วก็หยุดลง เขาสังเกตเห็นหมอกสีขาวจางๆ ที่เบื้องหน้า มันม้วนตัวรวมกันแน่นเข้าจนมองเห็นเป็นรูปร่างจางๆ ดูคล้ายเป็นรูปคน แต่ไม่สามารถบ่งบอกหน้าตาได้

หมอกที่มีสัณฐานคล้ายมนุษย์นั้นค่อยๆ ขยับเข้ามาหาเขา...ใกล้เข้าๆ 

...คี้ด...คีตา...

เสียงเรียกชื่อเขา คล้ายดังมาจากหมอกจางนั้น ทว่าฟังให้ชัดอีกทีกลับรู้สึกว่าไม่ใช่

...คุณเป็นใคร?...คี้ดถาม แต่ไม่ได้ยินเสียงตัวเองถามออกไป หมอกนั้นย่อมไม่ตอบ มันยังคงเคลื่อนเข้ามาหาเขา ยื่นมือออกสัมผัสใบหน้าเขา...อบอุ่น จนเขาเคลิ้มหลับตาลง

...คีตา...

มือนั้นค่อยๆ เลื่อนจากใบหน้า ลูบมาตามลำคอ ในที่สุดมาถึงบาดแผลที่หัวไหล่

คี้ดรู้สึกถึงความนุ่มนวลอบอุ่น ทว่าเพียงไม่นาน ความอบอุ่นนุ่มนวลที่เขาเคยสัมผัสได้นั่นกลับค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแรงกดลงมาที่บาดแผล...กดแรงขึ้นๆ ร้อน...ค่อยๆ ร้อนขึ้นๆ!

คี้ดทั้งเจ็บปวด ทั้งแสบร้อน!...อะไร?...ทำไม?...นี่มันอะไรกัน!?

ในที่สุดเขาตัดสินใจลืมตา เพื่อจะดูว่าเจ้าหมอกนั่นทำอะไรกับเขา ทว่าเมื่อเปิดเปลือกตาขึ้น หมอกนั้นกลับจางหายไปแล้ว ความมืด ความหนาวเย็นเมื่อครู่ก็มลายหายไปเช่นกัน คงรู้สึกอยู่ก็แต่ความเจ็บปวด และร้อนวาบที่บาดแผลใต้ผ้าพันแผลสีขาวเท่านั้น

"คี้ด" เสียงใสๆ ดังอยู่ข้างหู ชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงจึงยันตัวขึ้นนั่ง มองไปยังเด็กสาวซึ่งคุกเข่า เท้าคางอยู่ที่ข้างเตียง

"ข้ากำลังคิดว่าถ้าเจ้ายังไม่ตื่น ข้าจะข่วนจมูกปลุกเจ้า" เธอพูดเสียงราบเรียบ ทว่ากลับทำให้คี้ดเผลอยกมือลูบปลายจมูกโด่งได้รูปรับกับใบหน้า เขานึกถึงใบหน้าวินที่มีแต่รอยเล็บของเธอ ...นี่ถ้าเขาโดนเข้าจริงๆ ก็คงแสบไม่น้อย

"ฉันตื่นแล้ว" เขาบอกพลางตวัดเท้าลงจากเตียง เด็กสาวจึงทรงตัวยืนขึ้นบ้าง ขยับเลี่ยงทางให้เขาเล็กน้อย

"อืม...ข้าก็เลยไม่ได้ข่วนเจ้าไง" เธอบอกเสียงสดใส นัยน์ตาสีทองจ้องเขาตาแป๋ว

คี้ดมองเด็กสาวตรงหน้า เธอในวันนี้ดูต่างจากเมื่อวาน เส้นผมหยักศกเป็นลอนยาว ถูกจับผูกเป็นหางเปียพาดมาด้านหน้า ยาวจนถึงเอว เปิดให้เห็นใบหน้าสดใส น่ารัก เสื้อผ้าที่เธอสวม...เขาจำได้ มันเป็นชุดที่อัยเคยสวมได้พอดี ทว่าสำหรับรันในตอนนี้ ดูยาวรุ่มร่ามจนเธอต้องพับทั้งแขนเสื้อ และขากาเกง

ชายหนุ่มเดินตรงไปเลิกม่านสีแดงยาวจากเพดานจรดพื้น ปล่อยให้แสงสว่างยามเช้าส่องลอดเข้ามาขับไล่ความมืดสลัวภายในห้อง เขาก้าวไปหยิบเสื้อเชิ๊ตสีดำ ซึ่งแขวนอยู่ข้างหน้าต่างขึ้นสวม

"ข้าอยากไปจับปิศาจกับพวกเจ้า" เด็กสาวว่าต่อ "คืนนี้ให้ข้าไปด้วยนะ"

"ไม่ได้" เขาปฏิเสธโดยไม่ต้องหยุดคิด

"ทำไม? ข้าอยากไป ข้าดูแลตัวเองได้"

"ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้"

รันนิ่วหน้า ขบริบฝีปากตัวเองแน่น "เจ้าจะฆ่าพวกมันรึเปล่า?"

"โดยมากแล้วจะฆ่า" คี้ดตอบเสียงเย็น

"ไม่ฆ่าไม่ได้หรือ?"

คี้ดถอนหายใจ หลุบตาลงตอบ "ปิศาจนะรัน มันเลวร้าย มันฆ่าคน ดังนั้น เราต้องฆ่ามัน"

"ถ้ามันไม่เลวร้ายเล่า ถ้ามันไม่ฆ่าคน เจ้าจะฆ่ามันไหม?"

คำถามของเด็กสาวสะกิดใจเขา...ปิศาจแบบนั้น มีจริงหรือ?

เว้คก็มีเลือดปิศาจอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่เขาไม่เคยฆ่าใคร อย่าว่าแต่คนเลย เขาไม่เคยแม้แต่จะฆ่าแมลงเสียด้วยซ้ำ

"ถ้ามันไม่เคยฆ่าคน ฉันก็จะไม่ฆ่ามัน"

รันก้มหน้าถอนหายใจยาว ระบายความรู้สึกไม่สบายใจที่อัดอยู่ในอก จากนั้นจึงหันมาชวนเขาด้วยเสียงสดใสเช่นเดิม "อัยจะพาข้าไปซื้อของใช้ในเมือง...เจ้าไปกับข้านะ"

"ซื้อของ?" คี้ดส่ายหน้า เขารู้ว่าการเดินตามสาวๆ เพื่อซื้อของในเมืองเป็นเรื่องที่น่าเบื่อที่สุด "ไปกับอัยสองคนก็ดีแล้วนี่"

"แต่ข้าอยากให้เจ้าไปด้วย" เธอพูดเสียงออดอ้อน

"เอ้อ...แล้วทำไมไม่ไปชวนวิน?"

รันชักสีหน้า ขมวดคิ้วเรียวจนเกือบชิดติดกัน เธอไม่อยากให้เขาพูดถึงเจ้าเด็กหนุ่มนั่น "ข้าไม่อยากไปกับวิน เขาชอบแกล้งข้า" ว่าแล้วเธอก็สาวเท้ายาวๆ เข้ามาคว้าแขนคี้ด พยายามฉุดดึงเขา "ไปด้วยกันเถอะนะ...นะ..."

ร่างของคี้ดแม้สูงใหญ่กว่าเธอมาก แต่ก็ไม่ออกแรงฝืน เขาปล่อยให้มันเซถลาไปตามแรงของเธอแต่โดยดี

###

เป็นอย่างที่คี้ดคิดไว้ไม่ผิด...

นอกจากเขาจะต้องหอบ `ของ' พะรุงพะรังแล้ว ยังต้องคอยตอบคำถามที่ไม่ได้ต้องการคำตอบจากเขาเลย

"คี้ด...อันนี้ดีไหม?"

"คี้ด...นี่กับนี่ อันไหนสวยกว่า?"

"คี้ด...หนูรันใส่ต่างหูคู่นี้แล้วดูเป็นยังไง?"

และยังคำถามทำนองนี้ตามมาระรอกแล้วระรอกเล่า ทว่าเมื่อเขาตอบไปแล้ว กลับดูเหมือนไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจของพวกเธอเลย

อย่างไรก็ตาม คี้ดกลับรู้สึกว่า อัยดูสดใสมีชีวิตชีวามากขึ้น ตั้งแต่สูญเสียคนที่รักไปในคราวนั้น ดูเหมือนเธอ...ได้ลูกสาวตัวน้อยๆ ของเธอคืนกลับมา

...

"ไม่สนุกหรือคี้ด?" รันกระพริบตาจ้องหน้าชายหนุ่ม ซึ่งนั่งเท้าคางปรือตา แสดงความเบื่อหน่ายออกมาจนเห็นได้ชัด ในระหว่างที่พักรออัยอยู่ที่โต๊ะในร้านขายอาหารกลางแจ้งริมทางเดิน

คี้ดไม่ตอบ แต่ถอนหายใจ เด็กสาวจึงค่อยๆ ขยับหน้าเขามาใกล้จนจมูกเล็กๆ เกือบชนกับจมูกของเขา

"อะไรของเธอ!?" คี้ดตกใจจนต้องดึงหน้าตัวเองออกห่าง

"ก็นึกว่าหลับแล้วน่ะสิ" เธอตอบซื่อ พร้อมกับรอยยิ้มเปิดเผย

คี้ดถอนหายใจยาวอีก "เธอไม่ใช่เด็กๆ นะ อย่าทำแบบนี้อีก ไม่ว่ากับใครก็ตาม"

เด็กสาวกลอกตากลมสีทองสุกใสลอยไปมาครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า "ได้ เจ้าบอกข้า ข้าจะเชื่อ"

ชายหนุ่มฟังแล้วถึงกับต้องก้มหน้ากุมขมับจนเส้นผมดำขลับยาวสยายตกลงมาปรกหน้า

รันเอื้อมมือกวาดเส้นผมด้านหน้าของเขาขึ้น "เจ้ายังไม่ได้ตอบข้าเลยนะ เจ้าไม่สนุกหรือ?"

คี้ดเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับยิ้มเฝื่อน "สนุกสิ" เขาตอบ...สนุกจนแทบบ้า

เด็กสาวทิ้งร่างพิงพนักเก้าอี้ อมยิ้มจนแก้มขาวเนียนเป็นสีชมพูเรื่อ "ข้าเพิ่งจะรู้ว่าการมาซื้อของมันสนุกอย่างนี้เอง"

หา!?...

เธอเห็นคี้ดเลิกคิ้ว ทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ จึงอธิบายต่อ สีหน้าหมองลงเล็กน้อย "ก็ท่านป้าไม่เคยให้ข้าไปไหนเลย ท่านให้ข้าอยู่แต่ในบ้าน บอกว่าข้างนอกนั้นอันตรายนัก ไม่ให้ข้าออกไป แต่ไม่ว่าข้าอยากได้อะไร ท่านก็จะให้คนไปหามาให้ ข้าจึงไม่เคยได้เลือกเอง และไม่เคยเห็นของแปลกๆ มากมายปานนี้"

"แล้วพ่อแม่ของเธอล่ะ?"

รันส่ายหน้าช้าๆ "ท่านป้าบอกว่าพ่อกับแม่ตายไปแล้ว ตายตั้งแต่ข้ายังเล็กมาก ข้าจึงอยู่กับท่านป้ามาตลอด..."

เธอหยิบกล่องกระดาษเล็กๆ ที่หุ้มด้วยผ้าสีชมพู ผูกโบว์สีชมพูอ่อน ออกจากถุงกระดาษสีน้ำตาล ค่อยๆ เปิดมันออกอย่างระมัดระวัง แล้วหยิบของที่อยู่ข้างในออกมาด้วยปลายนิ้ว ราวกับกลัวมันจะแตกหักสลายไป

มันเป็นริบบิ้นที่มีแก้วเจียรนัยสีชมพู ร้อยเป็นรูปดอกไม้เล็กๆ ห้อยเป็นสายอยู่ที่ปลาย เธอชูมันขึ้นอวดคี้ด

"สิ่งแรกที่ข้าได้เลือกเอง..." เธอบอก แล้วค่อยๆ บรรจงผูกมันเข้ากับหางเปียยาว "สวยไหม?" เธอถามพร้อมกับรอยยิ้ม

คี้ดพิจารณาท่าทางและคำพูดของเธอ ค่อยๆ รู้สึกว่าเธอเป็นเด็กสาวที่น่าสงสาร เมื่อได้ยินเธอถามเป็นเชิงต้องการการเอาใจเช่นนั้น จึงพยักหน้าตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม "สวยสิ...เหมาะกับเธอมาก"

คำชมของเขาทำให้เธอยิ้มจนแก้มที่เจือสีชมพูระเรื่อมีสีเข้มขึ้นอีก

ระหว่างนั้นเอง เสียงกรีดร้องดังมาจากถนนทางด้านซ้ายซึ่งมีผู้คนพลุกพล่าน แต่ทุกผู้คนกลับวิ่งหลบหนีหาที่กำบังอย่างไม่คิดชีวิต...

คี้ดและรันหันมองไปตามเสียงกรีดร้อง บนท้องฟ้าเหนือผู้คนบนถนนบริเวณนั้นปรากฏค้างคาวขนาดใหญ่สองตัวบินฉวัดเฉวียนไปมา ตัวหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าลงมาโฉบช่ายกลางคนผู้หนึ่งบินสูงขึ้นไป มันโยนชายผู้นั้นส่งให้ค้างคาวอีกตัวรับไว้อย่างแม่นยำ ค้างคาวตัวที่เล็กกว่าก็พาเขาบินสูงขึ้นไปอีก จากนั้นจึงโยนเขากลับไปให้ค้างคาวที่ตัวใหญ่กว่าราวกับชายผู้นั้นเป็นของเล่นให้พวกมันโยนเล่นไปมา

ที่กลางถนนเบื้องล่าง อัยวิ่งมาตามถนนด้วยมือเปล่า เนื่องจากเธอไม่คิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับปิศาจในเวลากลางวันแสกๆ เช่นนี้ จึงไม่ได้หยิบฉวยอาวุธติดมือมาด้วย

เธอฉวยคว้าท่อนไม้ที่เคยประกอบเป็นโต๊ะเก้าอี้ แต่ถูกผู้คนวิ่งชนกระแทกหักพังมาสองท่อน เพื่อใช้แทนดาบคู่ของเธอ ร่ายอาคมใส่แล้วขว้างมันออกไปกระแทกใส่ค้างคาวตัวใหญ่กว่า

ค้างคาวยักษ์ส่งเสียงร้องแหลมเล็กครั้งหนึ่ง มันปล่อยร่างชายกลางคนที่ยึดอยู่ลอยร่วงลงมา พอดีค้างคาวที่ตัวเล็กกว่าบินมาโฉบร่างเขาไว้ก่อนที่จะกระแทกใส่หลังคาอาคารแหลกสลาย แต่มันไม่ได้มีเจตนาจะช่วยเหลือ มันต้องการยึดเอาชายผู้นี้เป็นอาวุธทางอากาศ ทิ้งลงใส่ร่างของอัย

อัยไม่มีที่ให้หลบ เธอจะต้องถูกร่างชายกลางคนร่วงหล่นลงมากระแทกใส่แน่แล้ว ทว่าคี้ดถลันออกมายืนอยู่หน้าเธอ เขายื่นมือออกรับร่างชายกลางคนไว้ แต่ยังถูกแรงกระแทกจนต้องล้มตัวลงไปด้านหลัง

ชายกลางคนนั้นเมื่อปลอดภัยแล้วก็ตะเกียกตะกายหลบหนีออกจากบริเวณนั้น คี้ดจึงค่อยยันร่างตัวเองลุกยืนขึ้น

"รัน ถอยไป! เข้าไปข้างใน!" เขาร้องบอก เมื่อหันไปเห็นรันขยับจะตามเขาออกมา พร้อมกับทำท่าชี้มือบอกให้เธอหลบเข้าไปในอาคารตึกแถวสองชั้นที่ด้านข้าง

รันสั่นศีรษะ ไม่ยอมทำตาม อีกทั้งยังขยับเท้าก้าวออกมาอีกสามก้าว ทว่าเมื่อเห็นค้างคาวยักษ์อีกตัวหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าสองตัวแรกโฉบผ่านมา เธอก็รีบชักเท้าวิ่งกลับเข้าไปยังอาคารด้านข้างทันที

ทว่าไม่ทันเสียแล้ว...ค้างคาวตัวนั้นเห็นเธอ และบินโฉบเข้ามาพร้อมกับยื่นเหยียดเท้าหลังออกเตรียมคว้าร่างน้อยๆ ไว้ในอุ้งเล็บ!

คี้ดเห็นเช่นนั้นจึงรีบวิ่งกลับไปหารัน กระโจนคว้าตัวเธอไว้ในอ้อมกอด พร้อมกับกลิ้งตัวหลบคมเล็บของค้างคาวนั้น

ชายหนุ่มใช้ร่างตัวเองกำบังร่างน้อยไว้เมื่อคนทั้งสองกลิ้งไปกระแทกถูกผนังอาคารด้านหนึ่งก่อน ค่อยหยุดลง

"เป็นอะไรรึเปล่า?" ชายหนุ่มถาม ขณะยันตัวลุกขึ้น ทว่ายังไม่ทันได้คำตอบจากเด็กสาว เขาก็ถูกปีกพังผืดกว้างใหญ่ผลักออกไปให้พ้นทาง ค้างคาวตัวยักษ์นั้นยังคงพยายามค้างร่างของรัน

ในขณะที่เด็กสาวกระเสือกกระสนหาทางหลบหลีก เธอคว้าก้อนหิน ท่อนไม้ ทุกอย่างที่คว้าได้ขว้างใส่ค้างคาวยักษ์นั่น

ค้างคาวตัวนั้นใช้ปีกปัดป่ายอาวุธที่ลอยเข้ามา มันตามไล่ล่ารันมาจนถึงจุดอับ เด็กสาวถูกปิดกั้นทางหนีด้วยมุมผนังอาคารด้านหลังและด้านซ้าย เห็นแน่ว่าค้างคาวตัวนั้นสามารถง้างเล็บแทงใส่ร่างเธอได้โดยสะดวก ทว่ามันกลับไม่ทำ เพียงแต่หดปีกกลายร่างเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเธอ

ชายหนุ่มผู้นั้นไม่พูดว่าอะไร เขาเพียงกระชากข้อมือดึงข้อมือซ้ายเล็กๆ ของรันไว้ราวกับต้องการให้เธอติดตามเขาไป ทว่าเมื่อเขาหันหลังกลับเท่านั้น โลหะคมบางสีเงินวาวเล่มหนึ่งก็ลอยเข้ามาถึงตรงหน้าเขา

ด้วยความตื่นตระหนกเขาเบี่ยงศีรษะหลบด้วยสัญชาตญาณ แต่คมของโลหะยังบาดถูกหางคิ้วยาวไปจนถึงใบหูเรียวแหลมด้านขวาแหว่งไปเล็กน้อย เลือดที่ไหลออกมามีสีดำเป็นฟองราวน้ำหมึกเดือด

รอจนโลหะนั้นลอยไปปักตรึงอยู่มุมผนังเหนือศีรษะรันครึ่งคืบจึงค่อยเห็นว่ามันเป็นมีดหั่นเนื้อของร้านอาหารที่คี้ดและรันนั่งอยู่เมื่อครู่ แม้เป็นมีดธรรมดา ทว่าคี้ดร่ายอาคมใส่มัน ถึงไม่มีอานุภาพมากนัก แต่ก็สร้างความเจ็บปวดทุรนทุรายให้ค้างคาวจำแลง จนมันต้องปล่อยข้อมือเด็กสาว ยกมือกุมใบหูตัวเอง ทิ้งตัวลงนอนกลิ้งเกลือกอยู่กับพื้น

คี้ดฉวยจังหวะนั้นดึงเด็กสาวออกจากมุมอับ ขยับตัวบังร่างน้อยไว้

ค้างคาวจำแลงดิ้นทุรนทุรายอยู่ครู่หนึ่งแล้วกระโดดตัวลอย แยกเขี้ยวคำรามใส่คี้ด ดวงตาเป็นสีแดงลุกวาว จากนั้นร่างมันก็กลับกลายเป็นค้างคาวยักษ์อีกครั้ง กระพือปีกลอยร่างหวือขึ้นไปในอากาศหายลับไปในท้องฟ้าทางทิศตะวันตก ทิศทางสู่ปราสาทรามัณณ์

ค้างคาวยักษ์อีกสองตัวเห็นดังนั้นจึงละจากการกลุ้มรุมจู่โจมฝูงชนบนถนน พากันกระพือปีกบินหายลับไปในทิศทางเดียวกัน

###

ทันทีที่กลับมาถึงคฤหาสน์ คี้ด อัย และรันก็พบว่าคาร์ล เว้ค และวินรอคอยพวกเขาเพื่อหารือเตรียมตัวจัดการกับปิศาจในคืนนี้ แต่เมื่อฟังจากอัยเรื่องปิศาจค้างคาวที่พบเมื่อตอนกลางวัน พวกเขาจึงต้องทั้งตกใจและแปลกใจ

"ปกติปิศาจค้างคาวจะไม่ออกมาตอนกลางวัน แต่คราวนี้...ทำไม?" วินสงสัยจนคิ้วขมวดติดกัน

"ช่วงนี้ดูเหมือนนาอินกำลังพยายามทำอะไรสักอย่าง ต้องมีอะไรแน่ๆ" เว้คออกความเห็น พลางมองไปที่คาร์ลเป็นเชิงถาม

ชายชรานิ่งคิด คนอื่นๆ ก็พากันเงียบไม่ส่งเสียง ในที่สุดเว้คจึงถามขึ้นมาอีก

"คี้ด...คุณว่าค้างคาวนั่นดูเหมือนต้องการตัวรันมั้ย?"

"จริงสิ" คี้ดว่า หลังจากนึกทบทวนเหตุการณ์ครู่หนึ่ง "เธอเคยเจอมันมาก่อนหรือ?"
รันมีท่าทีอึกอักเล็กน้อย "ข้า...ข้า...ข้าเคยเจอมัน...ในป่า ข้าวิ่งหนีมัน...เอ่อ...ข้าหนีมันไปหลบในพุ่มไม้"

"วันที่พวกเราไปเจอเธอน่ะหรือ?" คี้ดถามเสียงอ่อน รันจึงรีบพยักหน้าตอบ

"แต่...ทำไมมันถึงต้องการรันล่ะ?" วินยังคงสงสัย รันจึงตวัดสายตาค้อนขวับไปที่เขา

"ข้าไม่รู้! ข้าแค่เคยเจอมัน นอกนั้นข้าไม่รู้" เธอกระชากเสียงตอบ แล้วสะบัดหน้าเดินขึ้นบันไดไปยังห้องของเธอ

"ชิ...ไม่น่ารักเอาซะเลย" วินบ่นอุบ

"เอาล่ะ" คาร์ลพูดขึ้น หลังจากนั่งนิ่งมานาน "ฉันคิดว่าเราควรพักเรื่องค้างคาวพวกนั้นไว้ก่อน เพราะนี้พวกเธอมีงานที่ต้องทำ..."

คาร์ลพูดถึงตรงนี้แล้วขยับไม้เท้ายันตัวเองลุกยืนขึ้น หยิบม้วนแผนที่บนโต๊ะ ซึ่งเป็นแผนที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง เขาได้มาจากกลุ่มคนซึ่งส่งออกไปหาข่าวในหมู่บ้านแห่งนั้น หลังจากได้รับการแจ้งให้ไปช่วยจับปิศาจ

"มันเป็นปิศาจงู..."

เมื่อเว้คได้ยินคาร์ลพูดคำนี้ เขาถึงกับหน้าเครียดลงทันที เขารู้สึกค้างคาในใจ มันอาจจะเป็นญาติของเขา อาจมีสายเลือดเดียวกัน

"พวกที่ฉันส่งไปหาข่าวในหมู่บ้านบอกว่า คนในหมู่บ้านเห็นมันมักจะโผล่มาแถวๆ นี้" ชายชราพูดพลางจิ้มนิ้วลงไปบนแผนที่

"ถ้าเดาไม่ผิด มันอาจจะกบดานอยู่บริเวณนี้ หรือไม่ก็บริเวณนี้ เพราะฉะนั้นพวกเธอควรรอมันอยู่ที่จุดนี้จะดีที่สุด" คาร์ลเงยหน้าขึ้นมองคี้ด "มันไม่แน่ว่าจะมีเพียงตัวเดียวหรือสองตัว พวกเธอต้องระวัง มันมีพิษ ไม่ใช่มีแต่กำลัง!"

คี้ดและวินพยักหน้ารับเกือบพร้อมกัน แล้วจึงเตรียมตัวเดินทาง พร้อมด้วยอาวุธ

"คี้ด..." เว้คเรียกเขาไว้ แล้วโยนเบลเดน อาวุธคู่กายของเขาให้

ชายหนุ่มรับได้โดยแม่นยำ รู้สึกได้ถึงพลังแปลกๆ ที่อยู่ในคมมีด เหมือนสั่นอยู่เล็กน้อย...

"ผมร่ายคาถาลงอาคมให้ใหม่ แรงกว่าเดิม เป็นอาคมโบราณที่ผมเพิ่งค้นเจอในห้องหนังสือ ในนั้นว่า มันเป็นอาคมคู่เบลเดนมาแต่ครั้งที่ศิษฎีใช้มันปราบเซเทล ในหนังสือยังบอกอีกว่า แค่ประกายในคมมีดก็ทำให้พวกปิศาจแตกตื่นได้แล้ว"

คี้ดยิ้มขอบคุณ แล้วจึงได้ยินเสียงวินตัดพ้อ "นายนี่นะ มีของดีก็ไม่ทำให้ฉันบ้าง"

"ฮะๆ ไม่ได้หรอก อาคมนี้ต่อต้านความชั่วร้าย ถ้าลงให้นาย มีหวังนายเข้าใกล้ดาบของตัวเองไม่ได้แน่"

"หนอย! ว่าฉันเป็นตัวชั่วร้ายรึ!?..."

###

ครึ่งคืน...หลังจากคี้ดและวินควบม้าออกจาคฤหาสน์เสตาลัญฉน์ ฝ่าความมืดไปยังจุดหมายอันเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเล็กๆ ณ ชายป่าอันห่างไกล ทว่าเมื่อคนทั้งสองไปถึง ทั่วทั้งหมู่บ้านกลับเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิว และเสียงน้ำในลำธารไหลเอื่อย แต่ไม่มีใครกล้าออกมาจากบ้านแม้สักคนเดียว คี้ดและวินจึงตัดสินใจซุ่มรอปิศาจอยู่บนหลังคาบ้านหลังหนึ่ง ในบริเวณที่คาร์ลได้บอกไว้

คี้ดมองลงไปยังพื้นเบื้องล่าง ภาพในวัยเยาว์ปรากฏขึ้นเลือนราง...

เขาเคยมาวิ่งเล่นกับเด็กในวัยเดียวกันที่บริเวณนี้ เล่นเพลิน...จนกระทั่งแม่ต้องมาตามเขา แม่ผู้แสนใจดี แม่ผู้มีแต่ความรัก ทว่าแม่มักมีคำพูดแปลกๆ

"คี้ดลูกแม่...เจ้าจงจำไว้ เจ้าคือ คีตา อะคีรา ผู้ใดถาม จงบอกไปว่าเจ้าเป็นสายเลือดอะคีรา มนุษย์จะต้อนรับเจ้า ปิศาจจะเมินเฉยต่อเจ้า จงอย่าบอกเป็นอื่นเด็ดขาด...จงอย่าให้ปิศาจเข้าใกล้เจ้า"

คี้ดในวัยเยาว์ย่อมไม่เข้าใจคำพูดของแม่ จนถึงเวลานี้ก็ยังไม่เข้าใจ

เขาเป็นอะคีรา ย่อมต้องบอกว่าตนเป็นอะคีรา โดยไม่ต้องสงสัย แม้ผู้ใดสงสัยในสายเลือดของเขา เขาย่อมต้องตอบไปเช่นนั้น หรือยังมีคำตอบอื่นให้เขาตอบได้อีก?

ทว่าแม่ยังคงเตือนเขาเช่นนั้นร่ำไป จนกระทั่งวันที่พวกมันย่างกรายเข้ามา...

หมาป่าตัวมหึมาสามตัวเหยียบย่างเข้ามาในหมู่บ้านพร้อมกับกลิ่นคาวเลือด พวกมันทำร้ายคนในหมู่บ้าน ตัวหนึ่งตะครุบพ่อของเขา ขบฟันอันแหลมคมลงบนคอของพ่อ อีกตัวหนึ่งตะปบเฉียดหลังของแม่ แม่ได้รับบาดเจ็บ ทว่ายังคงพาเขาไปซ่อนไว้ใต้เตียงภายในบ้านหลังหนึ่ง ก่อนจะออกไปตามหาพ่อ...

เมื่อสิ้นเสียงต่อสู้ภายนอก คี้ดตัวน้อยก็ค่อยขยับออกจากที่ซ่อน เขาเดินเปะปะไปตามถนนซึ่งกลาดเกลื่อนไปด้วยศพของคนที่เขาเคยพูดคุย ทักทาย หรือแม้แต่เด็กที่เขาเคยวิ่งเล่นด้วย

เขาพบแม่...ร่างของแม่โชกไปด้วยเลือด เขาวิ่งเข้าไปประคองแม่ น้ำตาของเด็กน้อยไหลพรากดุจน้ำในลำน้ำเชี่ยวกราก แม่ยังไม่ตาย แต่บาดเจ็บสาหัสอยู่ในอ้อมแขนเล็กๆ แม่สูดลมหายใจติดขัดเข้าลึกๆ ยังคงพยายามย้ำประโยคเหล่านั้น บอกให้เขาอย่าลืมว่าตนเป็นอะคีรา บอกให้เขาประกาศตนเป็นอะคีรา ห้ามเป็นอื่นเด็ดขาด แม่พูดย้ำอยู่เช่นนั้น...จนกระทั่งสิ้นลม

หลังจากวันนั้น เด็กน้อย คีตา อะคีรา รอนแรมเดินทางนับวันนับคืน จุดหมายของเขาคือคฤหาสน์เสตาลัญฉน์ เขารู้มาว่าที่นั่นเป็นสถานที่ของกลุ่มผู้ปราบปิศาจ เขารู้ว่าผู้ปราบปิศาจจะสามารถช่วยเขาได้ เขามีความมุ่งมันต้องการเป็นผู้ปราบปิศาจ เขาต้องการแก้แค้น!

...

ทั้งหมดเป็นดังที่คาร์ลบอก ปิศาจงูที่เข้ามาในหมู่บ้านคราวนี้มีด้วยกันสองตัว พวกมันตัวหนึ่งปรากฏออกมาในความมืดใต้ชะง่อนผาริมลำธาร ที่ไหลผ่านทางด้านหลังของหมู่บ้าน อีกตัวหนึ่งเลื้อยขึ้นมาจากลำธาร ร่างกายของพวกมันใหญ่โต โดยเฉพาะตัวที่ขึ้นมาจากลำธารดูจะใหญ่กว่าเล็กน้อย เกล็ดตามลำตัวพวกมันเป็นสีส้มออกเหลือง ชุ่มชื้นเป็นเงาปลาบ

เสียงพวกมันยามเลื้อยผ่านพื้นดินพื้นปูนดังสากๆ ใกล้เข้ามา ผ่านเข้ามาในหมู่บ้าน...

ทันทีที่ตัวแรกซึ่งเล็กกว่าเลื้อยผ่านไปตามถนนหน้าบ้านหลังที่พวกเขาซุ่มอยู่ พวกเขาจงใจปล่อยให้มันเลื้อยผ่านไป จนเมื่อตัวที่สองเลื้อยผ่านเข้ามาในระยะโจมตี คี้ดจึงขว้างกริชเข้าใส่ส่วนหัวของมัน เล็งให้โดนที่ดวงตาสีแดงฉาน

กี๊ซซซซ!

มันส่งเสียงร้องแหลมประหลาด ทำให้อีกตัวที่อยู่ด้านหน้าหันขวับกลับมา เมื่อมันเห็นประกายของอาวุธที่ปักลึกเข้าในดวงตาของพวกเดียวกัน สะท้อนกับแสงจันทร์ก็ถึงกับผงะ หันมองขึ้นไปบนหลังคา คี้ดกระโดดลงมาบนหัวของมัน ปักปลายแหลมคมด้านหนึ่งของเบลเดนลงกลางศีรษะ

มันกรีดร้องเสียงแหลมโหยหวน วินจึงฉวยจังหวะนี้กระโดดขึ้นไปบนหัวของเจ้าตัวใหญ่ที่ถูกกริชปักดวงตาอยู่ มันสะบัดหัวไปมาอย่างแรง จนวินเซถลา โชคดีที่ยังฉวยยึดด้ามกริชไว้ได้ จึงไม่ตกลงมาจากหัวมัน

มันสะบัดตัวแรงๆ อีกหลายครั้ง ทว่าด้วยขนาดตัวที่ใหญ่โต และมีพลกำลังมาก เมื่อฟาดหัวฟาดหางกระแทกกับบ้านเรือนข้างทาง จึงทำให้พังเป็นแถบ

วินต้องเหวี่ยงตัวหลบไม่ให้ถูกอัดกระแทกเข้ากับกำแพงบ้านเรือน ทว่าหลบไปหลบมาอีกสองสามครั้งก็เห็นท่าไม่ดี จึงต้องยอมปล่อยมือจากด้ามกริช กระโดดย่อตัวลงมายืนบนพื้นข้างทาง

ทางฝ่ายคี้ดเมื่อปักเบลเดนลงกลางศีรษะของงูตัวเล็กกว่า คอที่ชูอยู่ถึงกับทิ้งยวบลง กระแทกกับพื้น เป็นจังหวะเดียวกับที่คี้ดกระโดดลงจากหัวของมัน หลบไปด้านข้าง

ด้วยอานุภาพของอาคมที่อาบอยู่บนเบลเดน ทำให้ปิศาจงูถึงกับดิ้นพล่าน เกิดไฟลุกพรึบทั่วตัว ผิวหนังอันชุ่มชื้นของงูติดไฟร้อนวาบเป็นสีแดงฉาน ร่างกายถูกเผามอดไหม้ในเปลวเพลิง ที่สุดเหลือเพียงฝุ่นขี้เถ้าสีเทากองเป็นทางยาวอยู่บนพื้น

เจ้าปิศาจงูตัวที่ใหญ่กว่าซึ่งเหลือดวงตาเพียงข้างเดียว เมื่อเห็นเพื่อนของมันถูกเผาสลายไป จึงหันหัวกลับ ตั้งท่าจะหลบหนี แต่วินไม่ยอมให้มันหนีไปแต่โดยดี เขาดึงดาบออกจากฝัก ตวัดฟันไปที่บริเวณลำคอของมัน เลือดงูฉีดพุ่งออกมาจากบาดแผล มันทิ้งหัวใหญ่ๆ ล้มตึงลงกับพื้น แต่ยังไม่ขาดใจ

คี้ดเดินเข้าไปหยิบเบลเดนที่ตกอยู่บนกองขี้เถ้าอย่างใจเย็น แล้วเดินเข้าไปหยุดอยู่ที่ปลายลิ้นสองแฉกของปิศาจงูตัวใหญ่ ซึ่งแลบยาวออกมา เขาเสียบปักปลายเบลเดนลงที่ปลายจมูกของมัน เพลิงสีแดงฉานลุกพรึบขึ้นอีกครั้ง พร้อมเสียงกรีดร้องแหลม ดังไปทั่วบริเวณ

แสงสว่างวาบจากเปลวเพลิงฉายให้เห็นเงาบนหลังคาบ้านอีกหลังหนึ่ง ห่างจากสถานที่ต่อสู้ไปกว่าสิบหลังคาเรือน

เงานั้นมีลักษณะคล้ายแมว แต่ตัวใหญ่กว่ามาก...ใหญ่ราวกับเสือ!

"ผมคิดว่าผมเห็นแมวนะ" วินสะกิดบอกคี้ดทันทีที่เหลือบเห็นเงานั้น ทว่าเมื่อคี้ดเงยหน้าขึ้นมอง แมวยักษ์ตัวนั้นก็ทำท่ากระโดดลงจากหลังคาหายไปเสียแล้ว

##########



.. แนะนำผู้เขียน..

เขียนโดย นักรบ  (นักรบ)
< เมื่อ .. 23 ตุลาคม 2549 23:42:46 น. >


 

ขอเชิญมาพูดคุยแสดงความคิดเห็นกันได้เลยนะคะ
และเพื่อมิตรภาพดีๆที่มีต่อกัน โปรดใช้คำพูดที่สุภาพนะคะ


New Page 4

==================================
เวบบอร์ดถูก set ให้ login สมาชิกก่อนตอบกระทู้ค่ะ
สาเหตุ คลิกอ่านได้จากที่นี่ค่ะ
(คลิก)
==================================

งานเขียนทุกเรื่องที่ปรากฏในเวบนี้ได้รับความคุ้มครองทางกฏหมายให้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนเรื่องนั้นๆ
ห้ามนำไปกระทำการใดใดก่อนได้รับอนุญาต หากสนใจกรุณาติดต่อผู้เขียนเรื่องนั้นโดยตรง

Thank you

http://www.jj-book.com