คำสาปเสตาลัญฉน์ # บทที่ ๑๐ สลัว  
โดย.. นักรบ  (นักรบ)

บทที่ ๑ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=4028
บทที่ ๒ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=4085
บทที่ ๓ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=4138
บทที่ ๔ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=4169
บทที่ ๕ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=4200
บทที่ ๖ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=4240
บทที่ ๗ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=4278
บทที่ ๘ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=4322
บทที่ ๙ http://www.jj-book.com/jjstory1/view.php?qs_qno=4379

นักรบ

##########

บทที่ ๑๐ สลัว


คี้ดถูกนาอินกักตัวไว้แล้ว ทว่าในคฤหาสน์เสตาลัญฉน์ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เนื่องจากเวลานี้ร่างของเว้คกำลังทอดนอนสงบนิ่งอยู่ในห้องใต้ดิน...

แม้ว่าบาดแผลภายในใจของอัยจะถูกสะกิดขึ้นมาอีกครั้ง แต่เธอก็ยังคงเข้มแข็งและพยายามทำใจยอมรับมัน เพียงแต่ต้องใช้เวลาบ้าง ดังนั้นสถานการณ์ของอัยจึงไม่น่าเป็นห่วงเท่าใดนัก ทว่าที่น่าเป็นห่วงที่สุด คงจะเป็นวินเสียมากกว่า

เมื่อไม่มีคี้ด เขาก็เป็นเพียงแค่เด็กขาดที่พึ่ง ไม่มีสิ่งให้ยึดเหนี่ยว อีกทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดในช่วงระยะนี้ ยังทำให้เขารู้สึกว่า ตนเองมีส่วนผิดอย่างไม่น่าให้อภัย

...นวิน...เจ้าเด็กน้อยไร้สมอง ดีแต่ก่อเรื่องเดือดร้อน เป็นได้เพียงอุปสรรคขวางกั้นผู้ปราบปิศาจเท่านั้น...

วินคิดแล้วก็ซบหน้าลงกับหลังมือของตน ซึ่งวางอยู่บนเข่าทั้งสองข้าง เขานั่งเฝ้าพี่ชายตนอยู่ที่หน้าห้องใต้ดินมาหลายวันแล้ว

หลังจากกลับจากคูเมืองในวันนั้น เขาก็พบว่าเว้คได้แต่นอนนิ่งราวกับคนตาย สะเก็ดแผลที่แตกเป็นลายราวเกล็ดงูนั้นทั้งแข็งทั้งหนามากขึ้น อีกทั้งยังเริ่มมีรอยปริแยกที่บริเวณหน้าผาก

คาร์ลบอกกับเขา เวลานี้เว้คอ่อนแอมาก ป้องกันตัวเองไม่ได้ เช่นเดียวกับงูที่กำลังจะลอกคราบ แต่หลังจากนี้ เขาจะกลายเป็นปิศาจเต็มตัว จะแข็งแกร่ง จนแม้แต่วินเองก็อาจหยุดเขาไม่ได้!

...จะทำอย่างไรดี? คี้ด...หัวใจของเด็กหนุ่มร้องถาม...ถ้าเป็นคุณ ถ้าคุณรู้อย่างนี้แล้วจะทำอย่างไร? ถ้าเป็นคุณจะทำอย่างไร?...

###

คี้ดสะดุ้งตื่นขึ้นบนเตียงนุ่มภายในห้องอันแปลกตา...

...จริงสิ เขาถูกานาอินจับตัวมา ดังนั้นที่นี่ก็น่าจะอยู่ในเขตของปิศาจ

ชายหนุ่มกลอกตามองไปรอบๆ ตัวเขาอยู่บนเตียงกลมสีขาวที่ทั้งนุ่มทั้งสบาย เตียงนี้ตั้งอยู่กลางห้อง หลังคาเตียงตัดเย็บด้วยผ้าสีขาวเป็นมันเลื่อม เย็บขอบติดกับผ้าโปร่งบางสีขาว ปล่อยชายทอดยาวลงมาครอบคลุมรัศมีโดยรอบเตียง

คี้ดเลิกผ้าโปร่งบางนั้นขึ้น หย่อนปลายเท้าทั้งสองลงสัมผัสพื้นพรมอ่อนนุ่มสีขาวนวล แล้วเดินตรงไปยังชุดเก้าอี้นวมบุผ้ากำมะหยี่สีขาว ซึ่งตั้งอยู่ทางมุมหนึ่งของห้อง ตรงกลางของชุดเก้าอี้นวมเป็นโต๊ะกระจกกลมเตี้ย กลางโต๊ะมีแจกันมุกสีขาว ปักด้วยดอกไม้สีขาวส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ชวนให้จิตใจผ่อนคลาย

แต่สำหรับคี้ดในเวลานี้ กลิ่นหอมของดอกไม้ไม่มีผลต่อจิตใจของเขาเลยแม้แต่น้อย ในสมองของเขายังคงหนักอึ้ง จุแน่นด้วยความคิดมากมาย

เขาทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้นวมตัวหนึ่ง ซึ่งหันหลังให้กับประตูห้องสีขาวสลักลวดลายเถาวัลย์วกวนสับสน เขาวางศอกทั้งสองบนที่วางแขน นิ้วมือทั้งสิบสานเข้าหากัน หลับตานิ่งคิด

...นาอินแลกตัวเขามาเพื่ออะไร?

...เว้คเป็นอย่างไร? เสตาลัญฉน์เป็นอย่างไรบ้าง?

...ทำไมจึงมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นกับเขามากมาย?

...เหตุใดความฝันของเขาจึงทำร้ายทารุณต่อเขาเหลือเกิน?

ฝัน...เมื่อครู่เขาก็ฝัน...ไฟ...มันกำลังแผดเผาร่างของเขาให้มอดไหม้ ไฟโหมลุกรุนแรง รันก็อยู่ที่นั่น ในมือเธอมีเบลเดน! ทำไม?...ทำไม?...

เสียเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นสองครั้ง แล้วเงียบหายไปครู่หนึ่ง คี้ดยังนั่งสงบอยู่ ไม่ตอบสัญญาณจากด้านนอก

ไม่นานประตูก็ค่อยๆ ถูกผลักแง้มออก...รันก้าวเข้ามาพร้อมกับดันประตูปิดอย่างแผ่วเบา จากนั้นจึงยืนอ้อยอิ่งอยู่ที่หน้าประตู

...ปกติเธอไม่เคยปฏิบัติตามขั้นตอนเช่นนี้

...ปกติ ถ้าเธอต้องการเข้าไปยังห้องใด หากประตูห้องนั้นไม่ได้ลั่นกลอน เธอก็จะถือวิสาสะผลักมันเปิดออก แล้วเดินตรงไปหาเป้าหมายทันทีโดยไม่ต้องไต่ถาม

แต่ครั้งนี้ เพราะคนในห้องคือชายหนุ่ม ผู้ซึ่งเธอพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขาพอใจ และยอมรับเธอ

เด็กสาวมองผ่านเข้าไปในห้อง มองไปยังเป้าหมายของเธอ...เส้นผมสีดำสนิทยังยาวปรกลงกลางหลังของชายหนุ่มในชุดเสื้อคลุมสีดำตัดกับสีขาวของห้องอย่างเด่นชัด เขายังคงนั่งนิ่ง ไม่หันกลับมามองผู้ซึ่งเข้ามาเยือนแม้สักน้อย

"ท่านป้าให้ข้ามาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า" เด็กสาวบอกเสียงแผ่วเบา แต่เมื่ออยู่ในห้องที่มีเพียงเสียงของเธอเท่านั้น มันจึงดังแทรกเข้าสู่โสตได้อย่างชัดเจน ทว่าชายหนุ่มกลับยังคงนิ่งเฉย ไม่พูดไม่โต้ตอบ ดังนั้น เธอจึงทรุดตัวลงนั่งคู้เข่าอยู่ที่ข้างประตูนั้นเอง

ยิ่งเวลาผ่านไปนาน...ความอดทนของเด็กสาวก็ค่อยๆ ลดลงตามลำดับ ประกอบกับความอึดอัดกลัดกลุ้มที่อัดแน่นอยู่เป็นเวลานาน จึงทำให้เธอต้องพูดขึ้นอีก

"ความจริง...ข้า...ข้าไม่ได้ต้องการหลอกลวงพวกเจ้า" เสียงของรันตะกุกตะกักไม่เต็มคำสักเท่าใด "แต่เพราะข้า...ข้าแค่อยากเห็นโลกภายนอก อยากเดินทางไปในสถานที่อื่น...นอกจากเขตป่าบ้านเกิดบ้าง...ก็เท่านั้น"

เงียบ...ความเงียบยังคงครอบคลุมทั่วห้องอีก หลังจากเด็กสาวพูดจบ ในที่นั้นก็ราวกับมีเธออยู่เพียงผู้เดียว

"เจ้าเคยถามว่าทั้งหมดที่ข้าทำ เป็นเรื่องโกหกหรือไม่...ตอนนั้นข้าอยากบอกเจ้า ความรู้สึกของข้าไม่ใช่เรื่องโกหก..."

"..."

"ข้ารู้ว่าตอนนี้เจ้าเกลียดข้า...คี้ด...แต่รู้เอาไว้เถิด ช่วงเวลาที่เสตาลัญฉน์นั้น สำหรับข้า...มันเป็นเวลาที่ดี เป็นช่วงเวลาที่ข้าจะจดจำไปแสนนาน เพราะทุกคนดีต่อข้า...และข้า...ก็รักทุกคน"

"เว้ค..." เสียงทุ้มกังวาลแต่แฝงพลังคุกคามอย่างร้ายกาจแหวกฝ่าอากาศมา จนทำให้รันสะดุ้งเด็กน้อย "เขาไม่ดีต่อเธอหรือ?"

เด็กสาวสะบัดหน้า แต่เมื่อตระหนักว่าเขาหันหลังอยู่ จึงพูดตอบออกไป "ไม่...เขาดีต่อข้า...ดีมาก"

"แล้วทำไมวันนั้น เธอจึงไปที่ห้องใต้ดิน?" ชายหนุ่มถามเสียงเย็น พร้อมกับลุกจากเก้าอี้นวม หันกลับมาสบตาเด็กสาว "เธอไปที่นั่นทำไม!?"

"ข้า...ข้า..." รันอึกอัก ลนลานจนเสียงสั่น

"เธอต้องการฆ่าเขาใช่ไหม? ทำไม!? เพราะอะไร!?" เขากระแทกเสียงดังขึ้นตามลำดับ จนทำให้เธอสะดุ้งเฮือก น้ำตาเริ่มเอ่อคลอ จนมองเห็นแต่ความฝ้ามัว

"ขะ...ข้า..."

"ตอบ!"

"เพราะเจ้า!" ในที่สุด เธอต้องยืนขึ้น ตะโกนตอบสุดเสียง

ชายหนุ่มย่นคิ้วด้วยความสงสัย พึมพำเสียงเบา "เพราะฉัน?..."

"ใช่!...เพราะเจ้า...เพราะเจ้าไล่ข้า เพราะเจ้าบอกให้ข้าไปอยู่ที่อื่น ให้ข้าไปอยู่กับคนอื่น!" เธอกระแทกเสียงในตอนท้าย แล้วปิดหน้าสะอื้นฮัก

...เด็กผู้หญิงที่กำลังมีความรัก ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการได้อยู่กับคนที่เธอรักหรอกนะ...คำพูดของอัยไหลเรื่อยกระทบโสต ราวกับสายน้ำไหลกระทบโขดหินกลางลำธาร

คี้ดเกร็งหมัดไว้ข้างลำตัว สะบัดหน้ามองไปทางอื่นเสีย ก่อนที่น้ำตาจะพลอยเซาะหัวใจเขาให้อ่อนยวบลงไปอีก

รันสะอึกสะอื้นอยู่พักหนึ่ง แล้วปาดน้ำตาทิ้ง จากนั้นจึงเอ่ยต่อไป "วันนั้น...ข้าคิดจะฆ่าเว้คจริงๆ ข้าคิดว่าถ้าไม่มีเว้ค เจ้าก็จะไม่ไล่ข้า ถ้าไม่มีเว้ค ข้าก็จะอยู่ที่เสตาลัญฉน์ต่อไปได้ แต่เมื่อข้าลงไปที่นั่น เห็นเว้คที่กำลังทุกข์ทรมาน ข้าก็ทำไม่ได้ ข้าคิดจะลองอีกครั้ง แต่ภาพของเขา รวมทั้งคำพูดของเจ้า...คำที่เจ้าเคยบอกว่าจะไม่ฆ่าปิศาจที่ไม่ทำร้ายมนุษย์...เพียงแค่นั้นข้าก็ลังเล ในตอนนั้น...ก่อนที่เจ้าจะเปิดประตูออกมา ข้าก็คิดว่าจะเลิกล้มความตั้งใจเดิมทั้งหมดแล้ว ข้าไม่เคยทำร้ายมนุษย์ และก็ทำไม่ได้จริงๆ"

คำพูดของรันเป็นยิ่งกว่าหอกแหลมคมพุ่งเข้ามาทิ่มแทงในอกเขา...เด็กคนนี้ไม่เคยคิดร้ายกับใคร ทว่าเป็นเพราะเขา เป็นเพราะคำพูดของเขานั่นเอง...ที่ทำร้ายเธอ

"ชายคนนั้น...ชายในความฝันของข้า เขาบอกให้ข้ารักมนุษย์ และอย่าได้ทำร้ายใคร...ข้าเชื่อเขา...ข้าเชื่อเจ้า คี้ด...ชายคนนั้นต้องเป็นเจ้าแน่ๆ ข้าคิดเช่นนั้นตั้งแต่พบเจ้าครั้งแรก" รันบอกเสียงสั่นด้วยแรงสะอื้น

ชายหนุ่มหันหลังกลับไปอีกครั้ง เขาไม่ต้องการเห็นภาพตรงหน้าอีก ไม่ต้องการเห็นน้ำตาของเธออีก เขาเดินช้าๆ ไปทางหน้าต่างบานสีขาว เหนือเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง แล้วยืนเกาะกรอบหน้าต่าง ก้มหน้าถอนหายใจยาว

...โซ่เหล็กกล้าที่พันธนาการเขาอยู่ คลายออกไปแล้วชั้นหนึ่ง

เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ทอดสายตามองออกไปไกลแสนไกล...แต่แล้วสายตาเขาก็ไปสะดุดลงที่เงาตะคุ่มของกลุ่มอาคารเตี้ย ยอดวิหาร รวมทั้งหอคอยสูง

"รัน..." เขาเรียกเด็กสาว เธอจึงสะดุ้ง ปาดน้ำตาที่ยังเหลือค้างอยู่บนแก้ม แล้วเดินตรงมายืนอยู่ทางด้านหลังตามเสียงเรียก "ที่นี่ที่ไหน?"

"ที่นี่...ปราสาทรามัณณ์...ทำไมหรือ?"

"ตรงนั้น...เมืองอากัณห์ใช่ไหม?"

รันมองตามือที่ชี้ออกไปยังเงาของกลุ่มอาคารนั้น "เอ่อ...ก็คงใช่"

คี้ดหันกลับมามองเด็กสาวอีกครั้ง นัยน์ตาสีดำสนิทราวหลุมลึกมีประกายวิบวับต่างจากเมื่อครู่ "ฉันอยากให้เธอช่วยอะไรบางอย่าง...เธอออกจากที่นี่ได้ใช่ไหม?"

เด็กสาวพยักหน้า เขาจึงบอกต่อ "ฉันอยากให้เธอไปที่เสตาลัญฉน์ ไปบอกกับพวกเขาว่า ฉันปลอดภัยดีอยู่ที่นี่"

###

เธอทำตามที่เขาบอกโดยไม่ลังเล...

แมวป่ากระโดดออกจากประสาทรามัณณ์ในยามวิกาล โดยมีค้างคาวตัวยักษ์บินตามไปห่างๆ เพื่อไม่ให้เธอรู้ตัว

...แต่คี้ดรู้...เขารู้ว่าซานันติดตามรันไปเพราะล่วงรู้การสนทนาระหว่างเขากับเธอ เขารู้ว่าตนเองกำลังถูกจับตามอง และยังรู้ว่าอีกด้านหนึ่งของผนังรอบห้องที่เขายืนอยู่นั้นเต็มไปด้วยใยแมงมุม!

แมงมุมปิศาจกว่าสิบตัวชักใยสร้างรังของตนไว้ในเงามืดของผนังอีกด้าน เพื่อสามารถจับตาดูเขาได้ทุกฝีก้าว ลอบฟังการสนทนาของเขาได้ทุกคำพูด และรายงานให้นาอินรู้ได้ตลอดเวลา เพียงแต่ขาของพวกมันยามเมื่อขยับเดินจะส่งเสียงก็อกแก็กเบาๆ ทำให้คี้ดรู้ได้เช่นกัน...เขารู้ ทว่ากลับทำเฉยเสีย และปฏิบัติกิจวัตรให้เป็นปกติ

...

รันกลับมาอีกครั้งก่อนรุ่งสาง แต่ไม่ทราบซานันติดตามเธอกลับมาด้วยหรือไม่!

เธอรีบรายงานคี้ด บอกว่าเธอได้พบคาร์ล และพูดบอกกับคาร์ลตามที่เขาต้องการ...ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี

"คนอื่นเป็นอย่างไรบ้าง?...อัย วิน เว้ค...พวกเขาเป็นอย่างไร?" คี้ดถามขึ้นทันทีเมื่อฟังความจบ

"ข้า...ข้าไม่พบพวกเขา" รันก้มหน้าตอบ

ชายหนุ่มหรี่ตามองเธอ แล้วพูดเสียงเบา "เธอกำลังโกหก..."

เด็กสาวสะดุ้ง กลอกตามองพื้นเลิกลัก ในที่สุดก็ผ่อนลมหายใจยาว ค่อยๆ เล่ารายละเอียดให้เขาฟัง

...ในคราแรก เมื่อเธอไปถึงคฤหาสน์ในร่างแมวป่า เธอคิดว่าจะต้องหาทางลักลอบเข้าไปโดยทางใดทางหนึ่ง ทว่าเมื่อเธอเดินวนไปเวียนมารอบบริเวณนอกกำแพงหน้าคฤหาสน์ครู่หนึ่ง เธอจึงสังเกตุว่าภายในนั้นเงียบสงัด...

โดยปกติแล้วบริเวณหน้าคฤหาสน์นั้น อย่างน้อยต้องมีคนรับใช้คอยดูแลอยู่บ้าง...แม้ในยามวิกาล

แต่เวลานั้นเงียบกริบ...เงียบไร้ผู้คนโดยสิ้นเชิง...เธอจึงตัดสินใจกระโจนข้ามกำแพงด้านหน้าไปเสียเฉยๆ แต่ยังคงหันหลับมามองที่ประตูใหญ่ด้วยอดสงสัยในความผิดปกติที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ได้

รันย่องตัดผ่านสวนหย่อม ทางเดิน รวมลานหินอ่อนที่เธอเคยฝึกดาบกับอัย และเคยทำให้คี้ดบาดเจ็บ

วันเวลาเหล่านั้นค่อยๆ ย้อนกลับคืนมาเป็นมโนภาพให้หวนคิดถึง...เวลาที่เธอสามารถมีอิสระเพื่อไปในที่ต่างๆ โดยไม่ต้องอยู่แต่ในเขตที่ท่านป้าอนุญาต วันเวลาที่เธอได้อยู่ใกล้ชิดกับชายในความฝัน...

แมวป่าปัดหางไปมานิดหนึ่งก่อนจะเดินต่อไปจนถึงหน้าประตูคฤหาสน์ซึ่งปิดสนิท เธอมองสูงขึ้นไปทางด้านขวาอีกเล็กน้อย ก็เห็นบานหน้าต่างสูงเปิดโล่งไว้อยู่ เธอจึงกระโดดเข้าไปทางหน้าต่างบานนั้นอย่างแผ่วเบา

มืด...และเงียบสนิท...

ตลอดทางเดินภายในคฤหาสน์เงียบเชียบ ไม่มีเสียงคนเลยจริงๆ เธอย่องไปอย่างครุ่นคิด สงสัย แต่ก็หาคำตอบไม่ได้

รันเดินสำรวจมาจนถึงโถงเล็ก หน้าบันไดทางลงห้องใต้ดิน...ที่นั่นก็ทั้งมืดและเงียบ ไม่ต่างอะไรจากทางที่เธอเพิ่งผ่านมา เพียงแต่เมื่อเธอกำลังจะหย่อนเท้าที่ปกคลุมด้วยขนนุ่มๆ สัมผัสบันไดหินในทางแคบ เพื่อสำรวจต่อไปยังห้องใต้ดินนั้น เธอก็รู้สึกเย็นวาบที่สันหลังจนเส้นขนลุกชูชันไปทั้งตัว!

แมวป่ากระโจนพรวดไปข้างหน้า เข้าไปในช่องทางแคบนั้น แล้วหมุนตัวกลับมาพองขนขู่แฟ่!

ดาบของวินปักอยู่ที่พื้น คมดาบเป็นประกายวาววับในความมืด! เส้นขนสีน้ำตาลเทาจากปลายหางของแมวป่าก็ร่วงพรูลงมานอนนิ่งบนพื้นเช่นกัน!

เป็นครั้งแรกที่รันรู้สึกหวาดผวา...เธอไม่เคยตกใจกลัวปานนี้มาก่อน ไม่เคยรู้สึกถูกคุกคามเอาชีวิตเท่าครั้งนี้

วินดึงดาบออกจากพื้น ตวัดฟาดฟันลงมาอีก!

ในทางแคบ รันไม่มีบริเวณให้หลบหลีกได้มากนัก อีกทั้งการเคลื่อนไหวก็ลำบาก เธอจึงต้องพยายาม พาตัวเองออกจากบริเวณทางแคบนี้ให้ได้เสียก่อน...

เธอกระโจนหลบหลีกคมดาบของวิน พร้อมกับถอยหลังลงตามบันไดหิน เพื่อมาปักหลักในบริเวณที่กว้างกว่าอย่างโถงหน้าประตูเหล็กของห้องใต้ดิน

วินตวัดดาบหวดไปมาไม่ยั้ง แต่วิถีดาบของเขากลับสะเปะสะปะ ไม่มีทิศทาง เช่นเดียวกับหัวใจของเขาที่กำลังสับสน ว้าวุ่น ไร้หนทาง

"หยุดเดี๋ยวนี้ วิน!" เสียงตะเบ็งไม่ดังนัก อีกทั้งยังสั่นและแหบพร่า กระชากดาบของเขาให้หยุดนิ่งลงทันใด

เด็กหนุ่มจิ้มปลายดาบลงที่พื้นหินของโถงใต้ดิน มือทั้งสองกุมด้ามดาบไว้ พร้อมกับทรุดเข่าลงซบหน้ากับด้ามดาบ ไหล่ทั้งสองห่องุ้มสั่นเทา...ไม่ทราบด้วยความเหนื่อยหอบหรือเพราะกำลังสะอื้นไห้...

ร่างแมวป่ากลับเปลี่ยนเป็นร่างเด็กสาวสวยงามน่ารักในชุดกระโปรงยาว เธอโผเข้าไปตรงหน้าชายชราที่ยืนสูดลมหายใจลึกเพื่อควบคุมอารมณ์ของตนเองอยู่ตรงหน้าประตูเหล็ก

"คาร์ล..."

"เธอมาที่นี่ทำไม?" ชายชราถามสวนขึ้น เสียงสั่นเล็กน้อย แต่สายตาเขากลับไม่ได้มองมาที่เธอ

"ข้า..." รันลดเสียงลง "ข้ามีข่าวจากคี้ด เขาให้ข้ามาบอกว่าเขาปลอดภัยดี ตอนนี้ถูกนาอินกักบริเวณอยู่ในปราสาทรามัณณ์"

คาร์ลถอนหายใจยาว หันมาถาม "เท่านี้ใช่ไหม?"

เด็กสาวพยักหน้าเล็กน้อย แล้วก้มหน้านิ่ง ชายชราจึงบอกให้เธอตามเขาเข้าไปในห้องใต้ดิน...

...

ร่างของเด็กหนุ่มผมสีแดงเพลิงทอดนอนนิ่งอยู่บนเตียงกลางห้องอันมืดสลัว...

คาร์ลถือไม้เท้าเดินนำเธอเข้าไปยืนที่ข้างเตียง เพื่อให้เธอได้เห็นสภาพร่างกายอันน่าเวทนาของเว้ค

"เว้คกำลังจะลอกคราบ..." ชายชราบอก "หลังจากนั้นเขาจะกลายเป็นตัวอันตราย เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว...กับราดิศ"

"เป็นปิศาจ!?"

ชายชราพยักหน้า "เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในเสตาลัญฉน์ ฉันจึงต้องให้ทุกคนออกไปจากที่นี่ จะเหลืออยู่ก็เพียงฉันกับวินเท่านั้น..."

"อัย...เอ่อ...นาง...ก็ไปด้วยหรือ?"

ชายชราถอนหายใจอีก "สำหรับอัย ไม่ใช่ก็ไป แต่ต้องไป...อัยในเวลานี้ไม่มีแก่ใจ แม้แต่จะปกป้องตนเอง"

เมื่อความเศร้าเสียใจที่ถูกกดเก็บไว้ตั้งแต่ครั้งครอบครัวแตกสลายถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง อัยคงต้องใช้เวลาทำใจอีกสักพัก เพื่อเยียวยาบาดแผลนี้...

รันก้มหน้านิ่ง เธอรู้สึกว่าความเสียใจที่เกิดขึ้นกับอัยนั้น ส่วนหนึ่ง...เป็นความรับผิดชอบของเธอ...

"ข้า...จะช่วยอะไรได้บ้าง?"

"ตอนนี้เธอควรจะกลับไปซะ แล้วบอกกับคี้ด...บอกอย่างไรก็ได้ ให้เขารู้แค่ว่าเราต้องรอเวลาอีกสักหน่อย แล้วเราจะไปช่วยเขา..." ชายชรานิ่งไปนิดหนึ่ง ราวกับไม่มั่นใจในคำพูดของตน

"เราต้องไปช่วยเขา...แน่นอน"

...

เมื่อเล่าถึงตรงนี้แล้ว รันจึงเงยหน้าขึ้นมองคี้ด

ชายหนุ่มเพียงแต่นั่งนิ่งอยู่ที่เก้าอี้นวม พิงหลังกับพนัก ทิ้งแขนทั้งสองวางบนที่วางแขน แต่ดวงตาสีดำราวหลุมลึกลับนั้นกลับจ้องไปในอากาศอันว่างเปล่า...เขากำลังใช้ความคิดอย่างหนักจนหัวคิ้วดำเข้มขมวดชิดติดกัน

"คี้ด" เด็กสาวเรียก วางมือตัวเองบนมือเขา เกรงเขาจะจมหายไปในห้วงภวังค์

ทันใดนัน พลันมีสายลมรุนแรงพัดจากบานหน้าต่างที่เปิดอ้าอยู่ด้านหน้าชายหนุ่ม มันพัดเข้ามาพร้อมกับค้างคาวตัวเขื่องที่กางปีกง้างเล็บ เฉียดศีรษะคี้ดไปเพียงครึ่งนิ้วเท่านั้น

ทว่าชายหนุ่มยังคงนั่งนิ่ง ไม่หลบหลีก กระทั่งดวงตายังไม่กระพริบแม้สักน้อย

"หมดหน้าที่ของเจ้าแล้วรัน เจ้าควรกลับออกไป" ค้างคาวยักษ์ว่าพร้อมกับหดปีกคืนสู่ร่างชายหนุ่มผมสีเทา แล้วหันมาทางเด็กสาว

รันตวัดดวงตาสีทองลุกวาวมองเขา แล้วเชิดจมูกน้อยๆ ขึ้น "ท่านป้าให้ข้ามาอยู่เป็นเพื่อนคี้ด เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาบอกให้ข้าออกไป"

"ดีนี่ นาอินบอก เจ้าก็เชื่อฟังนาง"

รันฟังแล้วต้องสะบัดหน้าไปทางหนึ่ง ความจริงเธอไม่ได้เชื่อฟังนาอินไปเสียทุกเรื่อง และที่ร้ายแรงที่สุดคือ ก่อนหน้านี้ที่เธอขัดคำสั่งป้าของเธอ หลบหนีออกจากปราสาท จนกระทั่งไปพบคี้ดและวินในป่า

"ข้าจะบอกให้เจ้ารู้" ซานันพูดต่อ พลางเหลือบมองชายหนุ่มผู้ซึ่งนั่งหันหลังนิ่งราวรูปสลักอยู่ที่เก้าอี้นวม "ที่นาอินทำเช่นนี้ก็เพราะต้องการรั้งคีตาไว้ เช่นเดียวกับเมื่อครั้งจิณณาและราดิศก็เท่านั้น"

คี้ดแม้นั่งนิ่งราวรูปสลัก แต่เขาได้ยินทุกอย่าง ได้ฟังทุกคำพูด...

"ไม่จริง" รันหันไปปฏิเสธทันที ดวงตาสีทองลุกวาวเป็นประกาย ทว่าเธอได้แต่ปฏิเสธ ไม่สามารถสรรหาคำมาโต้แย้งได้

"ไม่จริงอย่างไร?...เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจ" ซานันว่าด้วยรอยยิ้มยั่วยุโทสะ เขาค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้เด็กสาวทีละก้าว พร้อมกับคำพูดตอกย้ำสาเหตุที่ทำให้เธอต้องหลบหนีออกจากปราสาทในครั้งก่อน

"เจ้าก็รู้ นาอินหมั้นหมายเจ้ากับข้าแล้ว หรือเจ้ายังสามารถคิดถึงผู้ใดได้อีก?"

คี้ดรู้สึกปวดตุบในอก ราวกับหัวใจถูกบีบ...ถูกมือของซานันบีบเค้น ราวกับต้องการให้มันแหลกสลายคามือเขา

เสียงเพียะดังชัดเจน เมื่อรันตวัดมือน้อยที่ประดับด้วยเล็บแหลมคมตบเข้าที่ใบหน้าชายหนุ่มผมเทา จนปรากฏรอยเล็บขึ้นสามรอย แล้วจางหายไปอย่างรวดเร็ว

ซานันทั้งโกรธทั้งตกตะลึง...รอยเล็บนี้ความจริงเทียบไม่ได้กับรอยแผลเป็นบริเวณหางคิ้วและใบหูด้านขวา ซึ่งเกิดจากมีดอาบอาคมของคี้ดเมื่อคราครั้งปะทะกันในเมืองอากัณห์ แต่รอยเล็บทั้งสามนี้กลับทรงอานุภาพต่อจิตใจเขา มันสร้างความขุ่นแค้นให้เขาจนไม่อาจระงับโทสะ เขากลายร่างกลับเป็นค้างคาวอีกครั้ง โฉบตรงเข้าจู่โจมคี้ดซึ่งยังคงนั่งหันหลังให้เขา

คี้ดรู้แต่ไม่หลบหลีก เขาคำนวณไว้อยู่แล้วว่าควรจัดการกับซานันอย่างไร แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงคือเด็กสาวที่อยู่ข้างกายเขาต่างหาก

ชายหนุ่มลุกยืน หันหลังกลับ เตรียมรับการจู่โจมจากค้างคาว ทว่ากลับเป็นเวลาพอดีกับที่รันถลันวูบเข้ามาขวางระหว่างเขากับค้างคาวยักษ์

คี้ดดึงร่างเด็กสาวล้มตัวหลบไปทางหนึ่งโดยเร็ว ทว่ากลับยังเชื่องช้ากว่าคมเล็บค้างคาวยักษ์ที่ตวัดลงมา

เมื่อคี้ดประคองร่างรันลุกขึ้น เขาก็พบว่าท่อนแขนขาวเรียวของเด็กสาวถูกคมเล็บถากเป็นแผลลึก เลือดแดงหลั่งซึมจนเปรอะชุดกระโปรงสีน้ำตาล ทว่าไม่นานปากแผลก็กลับเชื่อมปิดสนิทอย่างรวดเร็ว

รันก็เป็นปิศาจ...บาดแผลที่เกิดขึ้นด้วยอาวุธมีคมธรรมดาไม่สามารถทำอะไรเธอได้ เฉกเช่นปิศาจทั้งมวล...

แม้กระนั้น รอยเลือดที่เปื้อนเปรอะชุดกระโปรงของเธอก็ทำให้หัวใจของชายหนุ่มปวดแปลบ เขารวบร่างบางไว้ในอ้อมแขน สัญญากับตัวเองในใจ...จะไม่ยอมกให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกเด็ดขาด

ดังนั้นเมื่อซานันพุ่งโฉบเข้ามาอีก เขาก็ต้องผงะ เนื่องจากดวงตาของคี้ดที่ตวัดหันมามองเขากลับเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน!

ไม่เพียงดวงตา...ใบหน้าของคี้ดยังเปลี่ยนแปลงไป ดูดุร้ายและมีแววคุกคามน่ากลัว จนแม้แต่ปิศาจเช่นซานันยังต้องเผลอถอยกายไปเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

คี้ดปล่อยร่างรัน เดินก้าวอาดตรงไปหาค้างคาวยักษ์ ดวงตาสีแดงดุจกองเพลิงที่ถูกกระพือจนลุกโชติช่วงจ้องเขม็งไปที่มัน ราวจะแผดเผาร่างมันให้เป็นจุลในบัดดล

ร่างของซานันขยับไม่ได้ ไม่ทราบเป็นเพราะความกลัวหรืออย่างไร...ก้าวไม่ได้ กระพือปีกไม่ได้ จะร้องก็ร้องไม่ออก!

"คี้ด..." เด็กสาวพยายามเรียกสติเขา แต่เขาราวกับไม่ได้ยิน

ชายหนุ่มยังคงเดินตรงไป เขาคว้าคอค้างคาวไว้ แล้วออกแรงบีบ จนมันเริ่มหายใจไม่ออก ลิ้นขอกมันทะลักออกมาจุกปาก ดวงตาสีแดงเหลือกค้าง!

"คี้ด!...คี้ด!" รันร้องด้วยความตระหนก เธอรีบวิ่งเข้าไปเกาะแขนเขา ห้ามเขาไว้ น้ำตาหลั่งนองออกจากดวงตาสีทองทั้งสอง

ชายหนุ่มหันมองรัน ดวงตากลับกลายเป็นสีดำอีกครั้ง สีหน้าก็กลับคืนสู่ภาวะปกติ...นี่เขาเป็นอะไร? ที่เขาคิดไว้ไม่ใช่อย่างนี้...เขาไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนี้...

เมื่อมือใหญ่ที่บีบรัดลำคอคลายออก ค้างคาวยักษ์จึงตะเกียกตะกาย กางปีกบินโฉบออกไปทางหน้าต่างบานเดิมในทันที ในใจเขายังหวาดหวั่น...เกิดอะไรขึ้นกับเขา?...เกิดอะไรขึ้นกับชายผู้นั้น?...เกิดอะไรขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้?!

###

...ตระกูลเสตาลัญฉน์ต้องพินาศด้วยปิศาจ!...

...ลูกหลานเสตาลัญฉน์จะฆ่าฟันกันเอง...ตระกูลเสตาลัญฉน์ต้องสูญสิ้น...ผู้ปราบปิศาจจะต้องสิ้นสูญ!

คมมีดโค้งยาวสะท้อนแสงสว่างจนเห็นเป็นสีขาวแปลบปลาบท่ามกลางความมืดมิด มันลอยหมุนคว้างอยู่กลางอากาศ...ใกล้เข้ามา...ใกล้เข้ามา...

...มันมาจากที่ใด?...ใครนำมันมา?...เหตุใดจึงหมุนลอยเข้ามาเช่นนั้น?

คี้ดยืนเหม่อมองมันนิ่งอยู่ในสถานที่อันมีเพียงความมืดดำ เมื่อคมเบลเดนกวัดแกว่งจนใกล้ถึงตัว เขาก็ตั้งท่าจะกระโจนหลบ

"คีตา!"

...รัน!?... ชายหนุ่มหันขวับไปตามเสียงเรียกอันสดใสที่ดังขึ้นทางด้านหลัง

ทันใดนั้น ปลายแหลมที่หมุนวนด้านหนึ่งของเบลเดนจึงปักลึกลงในหัวไหล่ด้านซ้ายของเขา...ตำแหน่งเดียวกับบาดแผลสาหัสเรื้อรังนั้น!

ในความมืด...ใบมีดอาบแสงสีส้มแดงที่กำลังสั่นไหววูบวาบ!

เพลิงลุกร้อนเริ่มแผดเผาจากภายในร่างของคี้ด โหมไหม้แรงขึ้น...แรงขึ้น...จนลุกพรึบท่วมร่างกายที่กำลังขยายออกจนสูงใหญ่ภายในเวลาอันสั้น...ร่างกายซึ่งถูกปกคลุมด้วยผิวหนังแข็งและหนาราวกับเกราะอันแข็งแกร่งจนดูเหมือนไม่มีอาวุธใดสามารถทะลวงผ่านเข้าไปได้

...ไม่ใช่ร่างเนื้อหนังมนุษย์!

...ร่างของคี้ดกลายสภาพไปเป็นปิศาจในตำนาน...เป็นปิศาจผู้มีพลังอำนาจมหาศาล...เซเทล!

"...ผู้ที่เหลือรอดจะต้องเป็นทายาทแห่งข้า...เป็นร่างเพื่อข้าจะกลับมา...มันจะต้องกลายเป็นปิศาจ!...เป็นปิศาจ! เป็นปิศาจ!"

...

"อ๊ากกกก!..."

แมวป่ากระโจนเข้ามาทางหน้าต่างของห้องสีขาวอย่างรีบร้อน แล้วพลันถลาไปที่เตียงกลมสีขาวกลางห้องทันที ด้วยร่างกายที่เปลี่ยนแปลงเป็นเด็กสาวผมสีน้ำตาลเทา

เธอสะบัดแหวกผ้าโปร่งบางที่คลุมรอบเตียงออก โผเข้ารวบร่างใหญ่ที่กำลังบิดงอทุรนทุรายอย่างขาดสติ

"คี้ด!...คี้ด!...เป็นอะไร? เกิดอะไรขึ้น?...คี้ด!" เด็กสาวพยายามร้องเรียก ทว่าชายหนุ่มยังคงกอดร่างตนเองบิดไปมา ดวงตาเบิกโพลงจนน่ากลัว พลางส่งเสียงร้องโหยหวน...ทรมาน...

"อ๊า!...อ๊า!..."

...ความฝัน...เปลวไฟ!...เซเทล!...มันคืออะไร? ทำไมเขาจึงต้องเห็นภาพเหล่านี้? ทำไมเบลเดนต้องทำร้ายเขา? ทำไมเขาต้องตกอยู่ในกองไฟ? ทำไมเขาจึงเห็นตัวเอง...กลายเป็นเซเทล!?...ทำไม?...ทำไม?...

...คีตา...

เสียงนั่น...เสียงนั่นเรียกเขาอีกแล้ว เสียงที่ปนเปจนไม่สามารถฟังออกว่าเป็นเสียงใคร...เสียงในความฝัน!

ร่างของคี้ดนิ่งชะงักไปชั่วขณะ เขาสะดุ้ง สะอึกตัวขึ้นนั่ง หันมองทั้งซ้ายขวา มองผ่านเด็กสาวไปราวกับเธอไม่ได้มีตัวตนอยู่ในที่นั้น

...คีตา...ทายาทเพียงผู้เดียวแห่งข้า จงลืมตาตื่น จงกลับมาเป็นตัวเจ้า...จงกลับมา...

"คี้ด!...ทำไม? มีอะไรหรือ?" เสียงใสร้องถามขึ้นอีก เวลานั้นเองเขาจึงเริ่มรู้สึกตัว...ร่างกายของเขาหยุดสั่นแล้ว ทว่าเสียงหายใจยังคงหอบเหนื่อย ตลอดทั้งร่างท่วมไปด้วยเหงื่อ เขาหันมองดวงตาสีทองที่มีประกายหยาดน้ำฉาบล้นอยู่ แล้วจึงก้มหน้าถอนหายใจยาว ยกมือปาดเส้นผมเปียกชุ่มที่ตกลงมาปรกใบหน้า

"เป็นอะไรหรือคี้ด?" เด็กสาวถามขึ้นอีก เสียงค่อยเบาลงอย่างโล่งใจ เมื่อเห็นท่าทีของเขากลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

"เปล่า..." เขาตอบ กระแสเสียงทุ้มยังคงสั่นเล็กน้อย "แค่...ความฝัน..."

"ฝัน?...ฝันอะไรทำให้เจ้าเป็นแบบนี้?"

ชายหนุ่มลังเล ไม่แน่ใจว่าควรบอกเรื่องนี้กับเธอหรือไม่ และเขาควรทำอย่างไรกับความฝันที่ตามหลอกตามหลอนเขามาจนบัดนี้...มันเป็นแค่ความฝัน หรือเป็นอะไรกันแน่?

...

เสียงฝีเท้า หนึ่งแผ่วเบา หนึ่งหนักหน่วง ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงหน้าประตูแล้วจึงหยุดลง

...เสียงฝีเท้าแผ่วเบานั้นย่อมเป็นนาอิน เธอคงรู้แล้วว่าที่นี่มีความเคลื่อนไหวอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทว่าเหตุใดเธอจึงต้องมาด้วยตนเองเช่นนี้?

หลังจากมีเสียงเคาะประตูเบาๆ สามครั้งแล้ว ประตูสลักลายบานสีขาวจึงค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ...นาอินสาวเท้าก้าวผ่านกรอบประตูเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนหวาน ตามมาด้วยซานันทียังมีสีหน้าเครียดกังวล แม้แต่ดวงตาของเขายังกลอกมองไปมาด้วยความระแวงหวาดหวั่น

"ขออภัยที่ข้ามารบกวนในยามดึกเช่นนี้..." นาอินพูดขึ้นช้าๆ เรียบๆ ด้วยรอยยิ้มและดวงตาที่เป็นประกายวิบวับ แล้วหยุดทิ้งปริศนาไว้เพียงเท่านั้น

ความเงียบเข้าครอบคลุมภายในห้องชั่วขณะหนึ่ง...

"เอ่อ...ท่านป้า..." ในที่สุด รันก็เป็นผู้เอ่ยทำลายความเงียบขึ้น "ท่านคงมีเรื่องที่ต้องการพูดกับคี้ด ถ้าอย่างนั้น ข้าจะออกไปรอด้านนอกก่อน"

เด็กสาวทำท่าจะผละจากคี้ด ลุกเดินออกไป ทว่าชายหนุ่มกลับฉุดรั้งแขนเธอเอาไว้ เธอจึงต้องทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงข้างกายเขาเช่นเดิม

นาอินเห็นท่าทีของเขาแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ ซึ่งตรงกันข้ามกับซานันโดยสิ้นเชิง เขาย่อมไม่ต้องการเห็นคู่หมั้นหมายของตนอยู่เคียงข้างชายอื่นอย่างแน่นอน

"ใช่...เจ้ายังไม่ควรไปไหนทั้งนั้น" นาอินเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม "เพราะอีกประเดี๋ยว เจ้าจะต้องเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างมากแน่ๆ" ว่าแล้วเธอก็หันกายเดินไปทางชุดเก้าอี้นวมที่อีกมุมหนึ่งของห้อง จากนั้นจึงหยิบเอาดอกไม้สีขาวซึ่งกำลังส่งกลิ่นหอมอย่างอ่อนโยนจากแจกันมุกสีขาวบนโต๊ะเตี้ยขึ้นพิจารณา

"คีตา...ข้ารู้ว่าระยะหลังมานี้มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นกับเจ้า..." เธอพูดพลางจ้องมองดอกไม้ในมือ แล้วจึงช้อนมองมาทางเขา "ข้ารู้ว่าเจ้ามักเห็นนิมิตประหลาด จนกระทั่งเมื่อครู่นี้..."

ร่างของคี้ดสะดุ้งวาบอย่างตื่นตระหนก ก้มศีรษะลง นิ่วหน้าเครียดจนคิ้วดกหนากระตุกถี่...เขาเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับตลอดมา ไม่เคยบอกใครเลยแม้กระทั่งรัน ทว่าเหตุใด?...เหตุใดนาอินจึงล่วงรู้ได้!?

...หรือเป็นเพราะนาอิน?...หรือเป็นเธอเองที่ทำให้เขาเห็นภาพเหล่านั้น?

"มัน...มันคืออะไร?" เขาถามเสียงสั่นจนยากจะสะกด "ภาพเหล่านั้น...เสียงที่ได้ยิน...ความฝัน...มันคืออะไร?...มันคืออะไร!?"

เขากระแทกเสียงถามในประโยคหลัง พลางสะบัดหน้า เบิกตาโพลงจ้องเขม็งไปที่นางปิศาจ นัยน์ตาสีดำสนิทราวหลุมลึกเกินหยั่งกลับเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจเปลวเพลิงที่ลุกโชน!

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำเอาซานันหวาดหวั่นจนเผลอก้าวถอยไปหลายก้าว แม้แต่นาอินยังกับสะอึกนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนที่นาอินจะปรายยิ้มที่มุมปากอีกครั้ง "คีตา...คีตา...เจ้าเป็นคนที่ข้าต้องการจริงๆ ทำไมเมื่อยี่สิบปีก่อนข้าจึงมองข้ามเจ้าไปได้นะ?"

...ยี่สิบปีก่อน...ในตอนนั้นเป็นการต่อสู้ระหว่างพวกเขากับราดิศ ทายาทคนสุดท้ายแห่งเสตาลัญฉน์ที่เหลืออยู่ ซึ่งสุดท้ายต้องกลายเป็นปิศาจไปดั่งคำสาปของเซเทล...

...มองข้าม...นาอินมองข้ามเขา...หมายความว่าอย่างไร?

"คีตาเอ๋ย...ก่อนนั้นข้าก็คิดเช่นเดียวกับคนอื่นๆ รู้เพียงว่าราดิศก็คือทายาทเพียงคนเดียว และคนสุดท้ายของตระกูลเสตาลัญฉน์ ข้าคาดว่าเขานั้นคือเซเทล เมื่อเขาตายข้าก็เสียดายเหลือเกิน ทว่ากระทั่งสิบหกปีก่อน เมื่อครั้งที่ข้าคิดจะทำลายผู้ปราบปิศาจที่เหลือทั้งมวล โดยเริ่มจากพวกเจ้า!...เริ่มจากครอบครัวของอัยยา!..." นางปิศาจบอก พลางขยับก้าวมาทางคี้ดและรันอีกเล็กน้อย พร้อมกับดอกไม้สีขาวในมือ

"ในตอนนั้นเอง ข้าได้เห็นเจ้า ได้หยั่งกำลังของเจ้า ข้าจึงเริ่มกังขาในความเชื่อเมื่อกาลก่อน..."

นาอินยิ้มอย่างอ่อนหวาน สวยงามราวกับเทพีแห่งความตาย ก่อนจะพูดต่อไป

"คีตาเอ๋ย...ในตอนนั้นข้าสงสัยนัก เหตุใดเจ้าจึงมีร่างกายอันแข็งแกร่ง มีกำลังเหนือคนทั่วไป ขนาดสามารถจิกผนังแข็งจนเป็นรูได้ด้วยมือเปล่า?...ทำไม?" เธอค่อยๆ ลดเสียงลงในตอนท้าย พลางทอดตามองชายหนุ่ม ค้นหาความเปลี่ยนแปลงในใบหน้าของเขา แล้วจึงเล่าต่อช้าๆ...

"ข้าสืบหาคำตอบอยู่นาน...คีตา...ข้าไปที่หมู่บ้านซึ่งเจ้าจากมา และได้รู้ว่าตระกูลของเจ้า...อะคีรา...ครั้งหนึ่งเคยมีโอกาสต้อนรับ...ศมิน เสตาลัญฉน์..."

คี้ดรู้...เขาเคยฟังเรื่องราวเหล่านี้จากแม่มาบ้าง...แม่เล่าว่า แม้การต่อสู้ระหว่างศิศฎีและเซเทลในครั้งนั้น จะเป็นชัยชนะของศิศฎี แต่เขาก็บาดเจ็บสาหัส และมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน หลังจากเขาตายลง ตระกูลเสตาลัญฉน์ก็หลงเหลือทายาทเพียงสองคน หนึ่งคือ ศิมันต์ และอีกหนึ่งคือ ศมิน ลูกชายทั้งสองของเขานั่นเอง

ศิมันต์ ลูกชายคนโตของศิศฎี รับหน้าที่ต่อจากพ่อ เป็นผู้นำของเหล่าผู้ปราบปิศาจต่อไป ในขณะที่ลูกชายคนรองนั้นต่างกัน...

ศมิน ผู้ใฝ่หาความสุขสงบเสมอมา เขาออกเดินทางจากเสตาลัญฉน์ เพื่อตามหาสิ่งที่เขาปรารถนา และในที่สุดก็ได้พบเมื่อครั้งพักพิงอยู่กับตระกูลอะคีรานั่นเอง

ทว่าเขามีเวลาสัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นเพียงไม่กี่เดือน จากนั้นเขาก็ตาย...ตายเพราะปิศาจ...ตายเช่นคำสาปแห่งตระกูล!

"หลังจากสังเวยเหยื่อไปแล้วคนหนึ่ง..." นาอินเล่าต่อไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันยินดี "พวกผู้ปราบปิศาจจึงค่อยสำนึกถึงคำสาป...พวกนั้นพากันเฝ้าประคบประหงม คอยสังเกต ระแวดระวังแต่ศิมันต์ และสายตระกูลอันสืบต่อจากเขา คิดแค่ว่าชายผู้นี้ คือทายาทคนสุดท้ายที่เหลืออยู่จริงๆ...หึๆ...พวกโง่เขลาเหล่านั้นไม่เคยสงสัยเลยว่า ศมินก็มีทายาทเช่นกัน เพียงแต่เด็กคนนั้นไม่ได้ใช้สกุลเสตาลัญฉน์...แต่ใช้สกุลตามแม่ของเขา..."

เล่าถึงตอนนี้ นาอินก้าวเข้ามาถึงตัวเขาแล้ว เธอค่อยๆ ก้มลงจ้องมองดวงตาสีแดงดั่งเปลวเพลิงนิ่ง ก่อนจะบอกต่อไป

"แม่ของเด็กคนนั้นก็คือ...นวารา อะคีรา!"

##########



.. แนะนำผู้เขียน..

เขียนโดย นักรบ  (นักรบ)
< เมื่อ .. 11 ธันวาคม 2549 20:29:54 น. >


 

ขอเชิญมาพูดคุยแสดงความคิดเห็นกันได้เลยนะคะ
และเพื่อมิตรภาพดีๆที่มีต่อกัน โปรดใช้คำพูดที่สุภาพนะคะ


New Page 4

==================================
เวบบอร์ดถูก set ให้ login สมาชิกก่อนตอบกระทู้ค่ะ
สาเหตุ คลิกอ่านได้จากที่นี่ค่ะ
(คลิก)
==================================

งานเขียนทุกเรื่องที่ปรากฏในเวบนี้ได้รับความคุ้มครองทางกฏหมายให้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนเรื่องนั้นๆ
ห้ามนำไปกระทำการใดใดก่อนได้รับอนุญาต หากสนใจกรุณาติดต่อผู้เขียนเรื่องนั้นโดยตรง

Thank you

http://www.jj-book.com